สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 251 'ทำงานกับคนต้องใช้อารมณ์ให้เป็น NO HARD FEELINGS'
ISBN - 9786161843182
ผู้เขียน - ลิซ ฟอสเลียน(Liz Fosslien) และมอลลี่ เวสต์ ดัฟฟี่ (Mollie West Duffy)
ผู้แปล - อริสา บุญช่วย
สำนักพิมพ์ - อมรินทร์ How to , สนพ.
จำนวนหน้า - 284 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก - พ.ศ. 2562 (ค.ศ.2019) ประเทศอเมริกา
อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วก็ยังงงๆ อยู่ ก่อนจะซื้อเราก็ดูคะแนนจากฝั่ง Amazon กับทาง Goodread แล้ว คะแนนก็โอเคเลย อ่านหนังสือที่ได้คะแนนใกล้เคียงกันก็จะรู้สึกว้าวพอสมควร แต่หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วไม่ว้าวเลย หรือจะเกี่ยวกับการแปลหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ก็มีข้อมูลที่แย้งอยู่นะ คือในไทยเราหนังสือเล่มที่ถืออยู่นี้พิมพ์ครั้งที่ 5 แล้ว ซึ่งก็แสดงว่ามีคนที่ชอบอ่านและถูกแนะนำให้อ่านพอสมควรเลย
คุณลิซกับคุณมอลลี่ เป็นสองหญิงสาวที่มาพบกันโดยบังเอิญ ประสบการณ์ของเธอทั้งคู่ในสถานที่ที่เคยทำงานนั้นคล้ายกัน ซึ่งก็คือปัญหาต่างๆที่เกิดในที่ทำงานทั้งเรื่องเนื้องาน เรื่องเพื่อนร่วมงาน วัฒนธรรมองค์กรและหัวหน้างาน ทั้งสองร่วมกันแชร์ประสบการณ์การทำงาน ดูปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน และร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงาน สรุปออกมาเป็นหนังสือเล่มนี้
หนังสือแบ่งเป็น 8บท ได้แก่ อนาคตเป็นเรื่องของอารมณ์ , สุขภาพ ,แรงบันดาลใจ , การตัดสินใจ , การทำงานเป็นทีม , การสื่อสาร , วัฒนธรรม และภาวะผู้นำ โดยแต่ละบทจะเขียนถึงปัญหา เหตุการณ์ที่สองสาวนักเขียนเคยประสบพบเจอมา วิธีการแก้ไขปัญหาและแนวคิดที่จะช่วยแก้ไขปัญหาในแต่ละเรื่อง พร้อมสอดแทรกคำคมและการทดลองทางจิตวิทยาเพื่อเสริมข้อมูลในการแก้ไขปัญหานั้นๆ
เนื้อหาของหนังสือ ชี้ให้เห็นว่าการทำงานแบบคนคลั่งงาน ซึ่งหมายถึงทำงานมากกว่าที่อยู่ในเวลางาน การเช็คอีเมลช่วงกลางดึก การคิดพัวพันกับงานแม้ตอนอยู่ที่บ้านแล้ว การรับสายเจ้านายนอกเวลางาน หรือแม้แต่การลาพักร้อนก็ยังต้องมีคนมาตามงาน สิ่งเหล่านี้ทำให้เสียสุขภาพ รวมถึงงานที่ออกมาจะไม่มีช่วงให้เกิดความสร้างสรรค์ ทั้งสองสาวผู้เขียนจึงแนะนำให้ทำงานเฉพาะเวลาในงานเท่านั้น ซึ่งเดิมการทุ่มเทงานมากๆเพื่อหวังตำแหน่งที่สูงขึ้น หรือการได้รับการยอมรับมาขึ้นเป็นการฝากอนาคตกับงานที่ทำมากเกินไป
การทำงานให้ได้ประสิทธิภาพไม่หมดไฟก่อนการทำงานนั้นควรจะต้องมีแรงบันดาลใจในการทำงาน แรงบันดาลใจอาจจะมาจากเพื่อนในที่ทำงาน เจ้านายที่เรานับถือ หรือจากเนื้องานที่ต้องการทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นต้น อีกเรื่องคือการทำงานต้องหลีกเลี่ยงอคติที่สามารถเกิดกับทุกคนได้ สองสาวผู้เขียนให้ระวังเรื่องอคติ 3 เรื่อง ได้แก่ Personalization (การคิดเข้าข้างตัวเอง) ความคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของเราทั้งหมด , Pervasiveness (การคิดเกินเรื่อง) ความคิดที่ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะทำลายแง่มุมทุกอย่างในชีวิตของเรา และ Permanence (คิดว่ามันถาวร) ความคิดที่ว่าเราจะต้องรู้สึกแบบนี้(แย่) ตลอดไป
นอกจากนี้สองสาวนักเขียนยังแนะนำในเรื่องการทำงานเป็นทีม การทำงานร่วมกับคนขี้เกียจ คนงี่เง่า และคนที่ค้านตลอดเวลา การเลือกคนเข้าร่วมทีม การสื่อสารกับผู้ร่วมงานซึ่งมีหลากหลาย ทั้งที่เป็นคนที่อายุต่างกันหลาย Generation , สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานต่างเพศ หรือเพศเดียวกัน การสื่อสารโดยการใช้ช่องทางออนไลน์ รวมถึงการสื่อสารกับคนต่างเชื้อชาติ ต่างผิวสีด้วย ในตอนท้ายเล่มนักเขียนทั้งคู่ได้เขียนถึงหลักการการเป็นผู้นำอีกด้วย
หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วไม่ค่อยว้าวเท่าไหร่เลย ไม่แน่ใจว่าติดตรงไหน ที่สังเกตได้น่าจะเป็นที่การเรียบเรียงเนื้อหาในแต่ละบทด้วย อย่างไรก็ตามเนื้อหาที่เขียนมีประโยชน์อยู่หลายเรื่องที่แปลกใหม่เช่น การมีอารมณ์ร่วมในการทำงานดีกว่าการต้องกดข่มอารมณ์ไว้ และรูปภาพประกอบน่ารักดี เป็นต้น
เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านที่ทำงานอยู่ และผู้อ่านที่กำลังเริ่มเข้าทำงาน
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน ผู้เขียนเป็นผู้ที่เคยพบปัญหาในการทำงาน การชำแหละเรื่องราวปัญหาของการทำงานแบบตรงไปตรงมา และการแก้ไขปัญหาเหล่านั้น น่าจะมีประโยชน์กับผู้ที่เจอปัญหาในที่ทำงานไม่มากก็น้อย
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว นำเรื่องความจริงจังในการทำงาน(มากเกินไป) มาปรับใช้กับตัวเอง การสื่อสารผ่านบุคคลแต่ละเจนเนอเรชั่น การวางตัวในเรื่องการเป็นผู้นำ
4.Key - กุญแจของเล่มนี้คือ การทำงานที่หนักเกินไม่ ไม่ดีทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น