ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

NO.27 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ทีมมหัศจรรย์ HIGH FIVE The Magic of Working Together

สวัสดีเพื่อนนักอ่าน

เล่มที่ 27 'ทีมมหัศจรรย์ HIGH FIVE The Magic of Working Together'

           
                     ISBN                     -9789749073834
                    ผู้เขียน                   -เคน เบนชาร์ด, แชลดอน โบวลส์, ดอน คาริว และ ยูนิส พาริสิ- คาริว
                    ผู้แปล                   -ปรัชญ์วรรณ มุ่งการสิริ
                    สำนักพิมพ์             - เอ.อาร์. บิซิเนส เพรส, สนพ.
                    จำนวนหน้า            - 174 หน้า
                    ตีพิมพ์ครั้งแรก       - ปี2543 อเมริกา

                ทีมงานผู้แต่งเป็นทีมงานเดียวกับ หนังสือ The One Minute Manager (มีหนังสือแต่เรายังไม่เคยเปิดอ่านเลย), Raving Fans, Gung Hol และ Big Bucks! โดยเป็นเนื้อของเรื่องนี้มีพื้อฐานมาจากหนังสือสองเล่มนี้ ได้แก่ The One Minute Manager ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความกระตือรือล้นให้กับพนักงานในองกรค์ และ Gung Hol ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสร้างพลังงานในตัวเองและพลังงานของทีม โดย HIGH FIVE เป็นการเชื่อมโยงและนำเอาเนื้อหาสองเล่มนี้มารวมกันได้ โดยทางทีมผู้แต่งคิดมาเสมอว่าจะรวมเนื้อหาเข้ามาเป็นเล่มเดียวจนสุดท้ายทำได้สำเร็จจนเป็นหนังสือเล่มนี้ HIGH FIVE

                หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนวบริหาร แต่แทนที่จะเป็นเนื้อหาทางวิชาการกลับเป็นเรื่องเล่าที่สอดแทรกปรัชญาการบริหารเอาไว้อย่างแนบเนียนต่อเนื่อง ผ่านตัวละครตัวเอกที่ชื่อ อลัน ฟอสเตอร์ ที่เป็นผู้มีความสามารถสูง แต่ถูกทางบริษัทไล่ออกจากงานโดยทางบริษัทให้เงินชดเชยจำนวนมาก จากเหตุผลเดียวคือไม่ชอบทำงานเป็นทีมเวิร์ค แล้วชีวิตตกงานของ อลันก็ได้ชมทีมฮอกกี้น้ำแข็งของลูกชายของเขาเอง ที่เป็นทีมเยาวชนอายุประมาณ 10-12ปี โดยที่ทีมฮอกกี้น้ำแข็งทีมนี้กำลังประสบปัญหา เป็นที่อันดับสุดท้ายในลีค และเขาก็เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมผู้ฝึกสอนฮอกกี้น้ำแข็งของลูกชายจากการชักชวนของโค้ช 

                หลังจากนั้นเขาต้องประสบปัญหาจากการที่สมาชิกคนเก่งในทีมประสบอุบัติเหตุ อย่างรุนแรงจนไม่สามารถเล่นได้ตลอดปี ในระหว่างนั้นอลันได้นึกขึ้นมาได้ว่ามีครูของอลันท่านนึง ที่เคยสร้างทีมบาสเก็ตบอลหญิงชนะเลิศระกับลีคหลายสมัย ครูหญิงท่านนั้นชื่อครูเวเธอร์บี อายุ85 ที่อยู่บ้านพักคนชรากับสามีและไม่มีลูก ซึ่งครูเวเธอร์บีหลังเกษียณสามารถบริษัทที่เป็นของตัวเองได้อย่างดีและมีอิสรภาพทางการเงิน ครูเวเธอร์บีนั้นมีความสามารถในการบริหารงานเป็นอย่างมาก การที่ได้ครูเวเธอร์บีมาอยู่ในทีม ทำให้ทีมฮอกกี้น้ำแข็งของเด็กๆ เล่นกันเป็นทีมมากขึ้น ให้กำลังใจเด็กๆ กำหนดเป้าหมายชัดเจน จนสุดท้ายทีมฮอกกี้สามารถเข้าชิงชนะเลิศได้ ส่วนผลเป็นอย่างไรต้องไปหาอ่านดู

                หลักการแรกที่ครูเวเธอร์บี ต้องบอกกับทุกคนในทีมคือ 
None of us is as smart as al of us
เก่งคนเดียวไม่สู้เก่งหลายคนรวมกัน
                
                นี่คือหัวใจหลักของการสร้างทีมเวิร์คเลยทีเดียวแต่ทำอย่างไรเพื่อให้สมาชิกทุกคนยอมรับและปฎิบัติตาม นอกจากการกำหนดเป้าหมายเพื่อชัยชนะ หลังกจาการกเสียทิม(ผู้เล่นของทีม)ไปเนื่องจากอุบัติเหตุ เป้าหมายแรกของทีมคือคว้าแชมป์ลีคเพื่อทิม แต่เป้าหมายที่กำหนดนั้นไม่เพียงพอถ้าการเล่นของทีมไม่สามารถเล่นเป็นทีมได้

                ครูเวเธอร์บีได้ทำหลายอย่างเพื่อให้ทีมเห็นความสำคัญของการเล่นเป็นทีม นี่คือตัวอย่างที่ยกเราได้เห็นหลังจากการอ่าน
               
                1.การยกป้ายตัวเลข ครูเวเธอร์บีแบ่งเด็กๆโดยให้เด็กเขียนคะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์จากเทอมที่แล้ว แล้วเรียงลำดับคะแนนสูงไปต่ำ ครูเวเธอร์บีแบ่งนักเรียนออกมาเป็น กลุ่มเก่งที่สุดได้ 3คน และกลุ่มเก่งรองลงมากับกลุ่มที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่ดี แล้วแข่งกันยกป้ายตัวเลข ป้ายตัวเลขนี้ทุกคนจะมีป้ายเลข 0-9 ไว้กับตัว กติกาคือครูจะขานตัวเลขที่ไม่เกิน 27 แล้วให้ยกป้าย 3 คน เช่นถ้าครูบอกว่าให้ยกป้ายรวมได้ 25 ในทีมก็ตกลงกันยกรวมกันให้ได้ 25 ในช่วงแรกนั้นทีมคนเก่งคณิตศาสตร์ยกชนะโดยตลอดแต่ใช้เวลาพอสมควรจึงจะตอบได้ หลังจากนั้นครูเวเธอร์บี ไปบอกเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆหลังจากนั้นทีมคนที่อ่อนคณิตศาสตร์สามารถตอบได้เร็วกว่าทีมเก่งคณิตศาสตร์ได้เร็วกว่าเป็นอย่างมาก แถมยังถูกต้องไม่ผิดเพี้ยน 
                เคล็ดลับที่ว่านี้คือ ให้เด็กสองคนที่อ่อนคณิตศาสตร์ ถือป้ายแค่สองป้ายคือ 0 กับ 9 โดยเด็กคนแรกครูได้บอกว่า ถ้าโจทน์บอกเลขต่ำกว่า 9 ให้ยกป้าย 0 ถ้าสูงกว่ากว่า 9 ให้ยกป้าย 9 ต่อมาเด็กคนที่สอง ครูบอกว่า ถ้าโจทน์บอกตัวเลข 0-18 ให้ยกป้าย 0 ถ้าโจทน์บอกมากว่านั้นให้ยกป้าย 9 ส่วนคนที่ 3 เป็นเด็กที่เก่งคณิตศาตร์ปานกลาง ครูจะให้เขาถือป้ายตั้งแต่ 0-9 เลย โดยที่เด็กคนที่สามเป็นคนที่ถือป้ายเพิ่มเติมจากคนที่ 1 และ 2 ถ้าตัวเลข ต่ำกว่า 9 เด็กสองคนแรกจะยกป้าย 0 คนที่สามจะจัดการได้ง่าย แต่ถ้าตัวเลขอยู่ระหว่าง 10-18 เด็กคนที่หนึ่งจะยกป้าย 9 เด็กคนที่ 2 ก็ยังคงยกป้าย 0 เด็กคนที่ 3 ก็เอาเลขที่รวมกันได้แล้วมารวมให้ได้คำตอบ และถ้าโจทน์มากว่า 19 สองคนแรกก็จะยกเลข 9 ขึ้นมาทั้งสองคนเลขรวมก็ได้เป็น 18 แล้ว เด็กคนที่ 3 ก็ยกเลขที่เหลือ เห็นมั้ยว่าคนไม่เก่งแต่ทำงานเป็นทีมแบบรู้หน้าที่สามารถชนะคนเก่งที่ไม่สามัคคีทำงานแบบไม่เป็นทีมได้

                2.การให้คะแนนในทีมแบบฐานปิรามิด คนส่งให้คน assist (คนส่งให้เพื่อนยิงประตูได้) ได้ 3 คะแนน คนทำ assist ได้ 2 คะแนน คนยิงประตูได้ 1คะแนน
                
                3.การเปลี่ยนตำแหน่ง กองหน้า กองหลัง ให้ลองทำหน้าที่ผู้รักษาประตูบ้าง เพื่อจะให้ผู้เล่นตำแหน่งอื่นมีความรู้สึกนับถือตำแหน่งผู้รักษาประตู ที่ถึงแม้จะเป็นตำแหน่งเฉพาะแต่ก็มีความยากในการเล่น เมื่อเพื่อนรู่ว่าเล่นยากเพื่อนก็จะไม่โทษถ้าหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา

                4.การเพิ่มจำนวนสิ่งที่ถูกต้องดีกว่าต่อสู้กับสิ่งที่ผิด เมื่อทำสิ่งที่ถูกต้องเป็น 2 เท่าแล้ว ถ้าหากมีสิ่งที่ผิดก็เรียกว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย 

                5.การคิดแต่เรื่องผิดมักจะทำสิ่งที่ผิด แต่ถ้ามุ่งสมาธิไปในสิ่งที่ถูกการกระทำผิดก็จะลดน้อยลงไป แล้วสิ่งที่ถูกต้องจะตามมเอง

                นี่เป็นข้อคิดเล็กๆน้อยๆจากในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งที่จริงแล้วยังมีแนวคิดีดๆอีกมากมายหลายเรื่องในเล่ม หาอ่านให้ได้นะ

    สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
        B    -    Book reader          -    หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
        O    -    Objective               -    อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
        O    -    Output                    -    อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
        K    -    Key                          -    อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง

        1.Book reader    -    หนังสือที่ดีเล่มนี้เหมาะกับคนที่ขาดแรงกระตุ้น คนที่ทำงานแล้วไม่เคยไว้ใจใคร ควรต้องอ่านเป็นอย่างยิ่ง หรือจะอ่านเป็นนิยายก็สนุกสนานได้ความรู้
        2.Objective         -    ล่มนี้ควรอ่าน เป็นหนังสือเรื่องเล่าที่แฝงแง่คิดที่ใช้งานได้จริง มีหลักการ อ่านง่าย ผู้แต่งได้บอกว่าว่าอ่านเล่มนี้แล้วเหมือนได้อ่านหนังสือสองเล่มที่พวกเขาแต่งไว้รวมกัน
        3.Output             -    เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว ทำให้เห็นมุมมองการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญมากในองค์กร หรือแม้กระทั่งทีมกีฬาเล็กๆระดับเด็กประถม ทำให้เรารู้จักเน้นเป้าหมายที่สำคัญ และการทำงานเป็นทีมเพื่อบรรลุเป้าหมายน้้น
        4.Key                   -   กุญแจของเล่มนี้ เก่งคนเดียวไม่สู้เก่งหลายคน (หรืออาจจะเก่งน้อยกว่าแต่ทำงานเป็นทีม)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

NO.53 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...อวยตัวเองยังไงไม่ให้ดูน่าเกลียด : BRAG BETTER

NO.94 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ : The Napoleon Hill's Laws of Success

NO.148 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...รอสฮัลด์ : ROSSHALDE

NO.208 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...อย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณคิด Don't Believe Everything You Think

NO.222 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก อ.วีระ ธีรภัทร

NO.2 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เขียนแล้วรวย WRITE AND GLOW RICH

NO.161 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เพลงขลุ่ยในฝัน : Strange News From Another Star and Other Stories

NO.251 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ทำงานกับคนต้องใช้อารมณ์ให้เป็น NO HARD FEELINGS

NO.97 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...คุณโทมาริ นักจัดบ้านด้วยการจัดใจ

NO.193 หนังสือสี่เหลี่ยมของ... ญี่ปุ่นป็อป จากประดิษฐกรรมแห่งฝันสู่มหาอำนาจทางจินตนาการ : Pure Invention