จำนวนหน้า - 480 หน้า
ตีพิมพ์ครั้งแรก - มี.ค. 2559
หนังสือประวัติศาสตร์เล่มนี้คุณ ภาณุ ตรัยเวช เขียนถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่ ประเทศเยอรมันนีแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญๆที่เริ่มจากการ ยึดอำนาจจากระบอบ กษัติริย์ เปลี่ยนแปลงเป็นระบบสาธารณรัฐ โดยจะเรียกช่วงนี้ว่าสาธารณรัฐไวมาร์ โดยที่เหตุการณ์เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1918-1935 ระยะเวลาประมาณยี่สิบกว่าปี นอกจากการเปลี่ยนแปลระบบการปกครองแล้ว ประเทศเยอรมันนีขณะนั้นต้องลงชื่อในสนธิสัญญาแวซายส์ ซึ่งเยอมันจะต้องจ่ายเงินค่าปฎิกรสงครามให้กับกลุ่มไตรภาคี ได้แก่ อังกฤษ,ฝรังเศสและรัสเซียเป็นเงินมหาศาล และยังถูกจำกัดไม่ให้มีทหารเกินสองแสนนาย จำกัดอาวุธต่างๆ การเสียดินแดนที่ยึดมา เยอรมันมีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะชาวเยอรมันที่ต้องอยู่อย่างลำบากแร้งแค้น คุณภาณุ ตรัยเวช ได้เขียนเล่ารายละเอียดช่วงนั้นไว้อย่างละเอียดมากๆ และในเล่มยังมีตัวเองที่เป็นคนจุดชนวนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นก็คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งเขาเข้ามามีบทบาทในช่วงเวลานั้นเช่นกัน จนสุดท้ายได้เป็นผู้มีอำนาจเผด็จการสูงสุดในเยอรมัน
ในช่วงแรกหนังสือได้เล่าเรื่อง การเมืองในขณะนั้นที่มีทั้งฝ่ายขวาฝายประชาธิปไตย, ฝ่ายซ้ายคอมมินนิสต์ ,และยังมีฝ่ายที่เป็นชาตินิยม โดยที่ในระหว่างนั้นได้มีการเลือกตั้งหลายครั้ง มีผู้นำหลายคน แต่ละช่วงผู้นำต้องเผชิญปัญหามากมายทั้งภายในประเทศและภายนอก แถมยังมีการลอบสังหารนักคิดแนวคอมมิวนิสต์หลายคนโดยจับใครไม่ได้ ปัญหาเรื่องตุลาการที่เอียงการตัดสินไปทางฝั่งขวา และนอกจากฮิตเลอร์ที่มีการย้ายจากออสเตรียเข้าไปอยู่ในเยอรมันแล้ว ยังมีไอสไตน์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและคอยเป็นผู้ที่พยายามสร้างสันติภาพไม่ให้เกิดสงครามขึ้นมาอีกครั้ง เศรษฐกิจในเยอรมันย่ำแย่มากมีคนตกงานมากมาย ค่าเงินตกต่ำจนไม่รู้จะตกต่ำยังไง เงินเฟ้อพุ่งกระฉูด ค่าเงินมาร์คเยอรมัน ลดค่าลงจากเดิม 1 มาร์คเยอรมัน เท่ากับ 1 ดอลลาร์ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จนค่าเงินตกต่ำเป็นอย่างมาก จาก 1ดอลลาร์สหรัฐต่อ1มาร์ค เป็น 1ต่อ5,000 แล้วก็เป็น 1ต่อ30,000 1ต่อ1,000,000 แล้วสุดท้ายไปตกต่ำที่สุดที่ 1ดอลลาร์สหรัฐ ต่อ 2,400ล้านมาร์ค ถึงขนาดที่ว่าข้าราชการคนนึงต้องจองตั๋วรถไฟให้ได้จังหวะ ไม่เช่นนั้นเค้าจะไม่มีเงินซื้อตั๋วรถไฟกลับมาทำงานได้ หรือหญิงคนนึงตกลงซื้อชา 1ถ้วยในราคา 5,000มาร์ค แต่พอจะจ่ายเงินพนักงานมาเก็บค่าชา 8,000 มาร์ค ค่าเงินของเยอรมันนั้นตกอย่างรวดเร็วมาก ทางกระทรวงการคลังก็พยายามพิมพ์เงินให้เร็วกว่าค่าเงินที่ตก โรงพิมพ์ธนบัตรสามารถได้วันละ 24,000ล้านมาร์ค ต่อวัน แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้เลย จนเกิดความลำบากกับประชาชนอาหารราคาแพง โสเภณียอมขายตัวเพื่อแลกกับอาหารไม่รับเงิน ผลสันธิสัญญาแวซายส์มีผลกระทบรุนแรงกับชาวเยอรมันมากๆเลย
นอกจากอธิบายเหตุการณ์เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ในช่วงนั้นแล้ว ยังมีการเล่าเกี่ยวกับวงการต่างๆ ได้แก่วงการเขียน, นักแสดง, จิตกรรม, เพลง, การแสดง, ภาพยนต์, เพลงแจ๊ส ,สถาปนิค ,โรงละคร ,มหาวิทยาลัย และนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งในช่วงนั้นมีนักวิทยาศาสตร์คนเก่งมากมาย
หลังปี 1925 ประเทศเยอรมันได้ผ่านช่วงที่เลวร้าย และมีการลงทุนจากอเมริกา ประชาชนมีการซื้อบ้านอยู่อาศัยปลูกบ้านใหม่ ค่าเงินนิ่งขึ้น มหาวิทยาลัยเปิดสอนวิชาโฆษณา เศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งปี 1930 เป็นช่วงเกิดเหตุการณ์ The Great Recession ที่อเมริกา ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ ชาวเยอรมันก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นกัน
อีกหัวข้อที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งคุณภาณุ ได้เล่าตั้งแต่ช่วงที่เขาเป็นจิตรกรอยู่ที่ เวียนนา ในประเทศออสเตรียและได้สมัครเป็นทหารเพื่อร่วมรบกับเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 1 หลังจากนั้นเขาก็พยายามที่จะทำตามแนวคิดทางการเมืองของตัวเอง จนได้เขาเป็นสามาชิกพรรค NSDAP และหลังจากนั้นเขาก็เข้าร่วมการปฎิวัติและถูกจำคุก หลังจากออกจากคุกในปี 1924 หลังจากนั้นฮิตเลอร์ ตั้งใจจะรวบอำนาจและต้องการเป็นผุ้นำสูงสุดของเยอรมันให้ได้ เขาได้ก่อตั้งแนวคิดนาซีขึ้นมา และทำการปลุกระดม ก่อนที่เขาจะได้เป็นผู้นำสูงสุด พรรค NSDAP ได้รับเลือกตั้งเป็นพรรคเสียงข้างมากได้แต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ จนปี 1933 เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีสำเร็จ หลังจากนั้นเขารวบอำนาจ แก้ไขกฎหมาย กวาดล้างชาวยิวอย่างโหดร้าย ... ซึ่งหนังสือ จำนวน 480 หน้า ได้จบตรงนี้ เหตุการณ์หลังตจากนั้นต้องหาหนังสือเล่มอื่นอ่านเพิ่มเติม อ้อลืมบอกไปว่าเล่มนี้ยืมมาอ่านจาก App TK Read
สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือที่ดีเล่มนี้เหมาะกับคนคนที่สนใจประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ซึ่งเล่าได้หลากหลายมุม ในการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆ
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เฉพาะเจาะจงมากๆ เนื้อหาอัดแน่นสี่ร้อยกว่าหน้า เล่าเหตุการณ์เฉพาะช่วง 28 ปีนั้น
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว ได้เห็นว่าไม่ว่าเหตุการณ์เลวร้ายมากมายขนาดไหน สุดท้ายก็ได้ผ่านพ้นไป
4.Key - กุญแจของเล่มนี้ เห็นว่าสงครามไม่ได้ให้ประโยชน์กับใครเลย ผู้แพ้สงครามมีปัญหาตามมามากมาย ประชาชนเดือดร้อน แต่ในความคิดของเราสงครามแบบนี้ หรือเรื่องราวหลังสงครามแบบนี้อีก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น