สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
หนังสือเล่มนี้เราซื้อไว้นานแล้ว หาจังหวะมาอ่านไม่ได้ซักที เหตุเกิดจากเล่มก่อนที่ได้รีวิวไว้ (Outlier) มีตอนหนึ่งยาวๆเขียนไว้ถึงคุณโจ ฟรอม นักการเงินการธนาคารชื่อดังช่วงปลายศตวรรษที่ 20 คุณโจ ฟรอม ที่เป็นชาวยิวที่มีคุณพ่อคุณแม่อพยพมาจากยุโรป และในเล่มนั้นยังได้เอ่ยถึงกรณีของชาวยิวที่มีลักษณะคล้ายกับคุณโจ ฟรอม พออ่านจบ ต้องลุยเล่มนี้ต่อเลย
สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้รู้เรื่องราวของชาวยิวนั้น ช่วงอายุชาว GEN X (คือคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2508-2522 สำหรับคน Gen-X นั้นมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Yuppie หรือ Young Urban Professional) ปลายๆแบบเรา เราจะเห็นชาวยิวที่เป็นผู้นำในสายอาชีพต่างๆมากมาย มีอิทธิพลหลายๆอย่างในการตัดสินใจเหตุการณ์สำคัญๆของโลก ด้วยความที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์เลย ความคิดแรกที่ได้จาการเสพข่าวสารนั้น เรายอมรับเลยว่าเรามองยิวในแง่ลบ จนพออ่านเล่มนี้จบความคิดของเราเปลี่ยนไปทันที ชีวิตของชาวยิวน่ารันทด น่าเห็นใจ น่าสงสารมากๆ พวกเขาที่ประสบความสำเร็จ ที่เขาได้ประเทศของเขามา ที่เขาชนะการสู้รบ มันแลกมาด้วยเลือดด้วยชีวิตมากมายมหาศาล และที่สำคัญเขามีความเชื่อในศาสนาของพวกเขาอย่างแรงกล้ามากๆ
หนังสือเล่มนี้ ก็เป็นเล่มแรกที่เราได้อ่านงานเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เนื่องด้วยท่านได้รับการศึกษาจากอังกฤษมา การได้อ่านหนังสือเล่มนี้ที่เขียนมาแล้ว 55 ปีนั้น เริ่มต้นเราคาดหวังว่าคงจะอ่านยากจากสำนวนหรือแนวคิดเมื่อ 55ปีก่อน แต่ความเป็นจริงต่างจากที่คาดไว้มาก สำนวนของท่านอ่านง่ายและดูยังทันสมัยมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ เสียดายที่สมัยก่อนนั้นหนังสือยังไม่มีการทำ reference ส่วนตัวคิดว่าท่านได้ค้นคว้าจากตำราหลายเล่มเพื่อมาเขียนหนังสือเล่มนี้ เนื่องจากเนื้อหาที่แน่นครบถ้วน ย้อนเวลากลับไปหกพันปีก่อนเลยทีเดียว
เข้าสู่เนื้อหากัน ชาวยิวกำเนิดมาตั้งแต่หกพันปีก่อน พวกเขามีความยึดมั่นในศาสนาของพวกเขาที่เรียกว่าศาสนายูดาห์ หรือศาสนายิว โดยหลักศาสนายูดาห์นั้นมีความเป็นเฉพาะมาก ไม่มีรูปปั้นเทวรูป มีคำภีร์ที่เขียนไว้ไม่ยาว มีพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น และพวกเขาปฎิบัติตามหลักศาสนาอย่างแน่วแน่มั่นคง ด้วยความที่เป็นคนยึดมั่นในศาสนาพวกเขาจึงมีจิตใจที่ดีงาม หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และไม่ก้าวร้าว ดังนั้นจึงแพ้สงครามโดยตลอดหกพันปี ถูกฆ่าตายในสงคราม และถูกบังคับให้เป็นทาส ไม่ว่าจะยุคอียิปต์โบราณ ยุคบาบิโลน ยุคโรมัน รวมถึงชาวอาหรับ ชาวยิวต้องถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก พวกเขามีความหวังอยู่สิ่งเดียวคือ พวกเขาต้องการอยู่เมืองศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของศาสนายูดาห์ ซึ่งก็คือเมืองเยรูซาเลม ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวยิวมีความมุ่งมั่นจะกลับไปใช้ชีวิตที่เมืองศักดิ์สิทธิ์นั้น พวกเขาหลุดออกมาจากการเป็นทาสเขาก็กลับมาที่เมือง พวกเขาก่อกบฎได้พวกเขาก็ทิ้งเมืองที่ก่อกบฎแล้วก็กลับไปที่เมืองศักดิ์สิทธิ์ จนท้ายที่สุดหลังสงครามโลกครั้งที่สองพวกเขาสามารถมีประเทศเป็นของตัวเองโดยที่รวมส่วนของเมืองศักดิ์สิทธิ์นั้นจนได้
ด้วยความที่ชาวยิวมีความมั่นคงในศาสนาของตัวเองมากๆ และพวกเขาถ่ายทอดความเชื่อจากรุ่นสู่รุ่น เขาไม่ได้ให้ผู้นับถือศาสนาอื่นมานับถือศาสนายิวของเขา แต่ถ้าเกิดมีการแต่งงานกันจากคนต่างศาสนา ชาวยิวให้ถือว่าลูกที่เกิดจากหญิงชาวยิวต้องนับถือศาสนายิวเท่านั้น เมื่อชาวยิวแพ้สงครามพวกเขาถูกจับเป็นเชลยไปตามที่ต่างๆ แต่พวกเขาก็ยึดมั่นในศาสนาตัวเอง ทำให้เมื่อเข้าเมืองไปแล้วชาวท้องถิ่นจึงรู้สึกถึงความแตกต่าง ประกอบกับชาวยิวเป็นคนขยัน เพิ่มเติมความรู้เข้าตัว พวกเขาจึงมีสติปัญญาที่ดี จนชนชาติที่จับยิวไปอยากให้เข้าไปร่วมงานด้วย และชนชาติเหล่านั้นมีข้อแม้เดียวคือขอให้ชาวยิวเปลี่ยนศาสนามานับถือพระเจ้า หรือศาสนาของตน แต่ด้วยความที่ชาวยิวเคร่งมากๆ พวกเขาไม่ยอมเปลี่ยน หรือแม้จะมีเปลี่ยนศาสนาไปแต่ก็เป็นจำนวนน้อย ชาวยิวจึงเป็นได้แค่ชาวบ้านทั่วไปและก็ไปเป็นพ่อค้าซึ่งในสมัยก่อนจนถึงยุคกลางชนชั้นพ่อค้าเป็นชนชั้นที่ไม่มีใครใส่ใจเลย ชายยิวผ่านจุดนั้นมาด้วยความยากลำบาก ชาวยิวช่วงนั้นก็ได้กระจัดกระจายไปทั้งในกรีซ อิตาลี สเปน ฝรั่งเศส แต่ชาวยิวก็อยู่ด้วยความลำบากเนื่องจากศาสนาคริสต์มีอำนาจมาก และไม่ยอมรับชายยิวที่ไม่เปลี่ยนศาสนาเลย
หลังจากผ่านยุคกลาง ก็เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการยุคนี้ชนชั้นพ่อค้าเริ่มมี และชาวยิวได้อพยพขึ้นไปทางยุโรปตอนบนไปอยู่ใน เยอรมัน เนเธอแลนด์ และยุโรปตะวันออก เช่นประเทศโปแลนด์ รวมไปถึงไปอยู่ที่รัสเซียด้วย ชาวยิวยังคงอยู่อย่างลำบากไม่ได้รับการยอมรับ ช่วงสงคราวโลกครั้งที่หนึ่งชาวยิวที่อยู่ยุโรปตะวันออกอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างเยอรมันและรัสเซีย และได้ถูกทั้งสองฝ่ายกล่าวหาว่าเป็นไส้สึกของอีกฝ่ายทำให้มีการฆ่าชาวยิวเป็นจำนวนมาก แต่โศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ของชาวยิวคือช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ฮิตเลอร์ได้ใช้ความเกลียดชังชาวยิวจนตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำ และหลังจากนั้นก็ได้ก่อสงครามโลกครั้งที่สอง มีการสังหารชาวยิวเป็นจำนวนล้านกว่าคน หทารเยอรมันใช้การสังหารชาวยิวและเชลยตั้งแต่การใช้กระสุนยิง จนสุดท้ายให้การสังหารโดยการรมแก๊สพิษ ในหนังได้บรรยายไว้ว่า
'ค่ายกักกันมีห้องใหญ่ห้อง 1 บรรจุคนได้หลายร้อยคนห้องนี้เรียกว่าห้องอาบน้ำ ทุกคนไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ผู้ชายผู้หญิงจะถูกสั่งให้ถอดเสื้อผ้าออกหมด เพราะประตูปิดสนิทถ้าไซคลอนบี ก็ร่วงลงมาจากบัวอาบ น้ำเป็นเม็ดสีฟ้าเม็ดเล็กๆ พอหล่นไปถึงพื้นไม่สีฟ้าเหล่านี้จะปล่อยแก๊สไฮโดรเจนไซยาไนด์จะค่อยๆลอยขึ้นสู่เพดาน คุณอยู่ในห้องน้ำก็จะหายใจเอาการ์ดพิษเข้าไปและจะชักขึ้นชักงออาเจียนตายไปอย่างช้าๆและทรมาน หลังจากนั้นก็เอาตะขอเกี่ยวศพแยกออกมา จะมีผู้เชี่ยวชาญล้วงเอาฟันปลอมทองออกมา ผมที่ยาวก็ถูกตัดออกมา ฟันปลอมสามารถเอาปรอทเป็นเนื้อทองคำได้ถึง 17 ตัน ผมที่ตัดเอามาทอผ้าและยัดใส่ที่นอน ขี้เถ้าของศพเอามาทำเป็นปุ๋ย ไขมันมนุษย์เอามาทำสบู่ สูตรทำสบู่ ไขมันมนุษย์ 12 ปอนด์น้ำ 10 ควอร์ต และโซดาไฟ 8 ออนซ์ '
ซึ่งน่าหดหู่ใจมากๆ ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ชาวยิวที่ทำมาค้าขายก็ได้สะสมเงินทองไว้พอสมควรแล้ว พวกเขาไม่เคยลืมว่าเขาจะต้องไปอยู่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งใจไว้ให้ได้ ชาวยิวจึงได้นำเงินที่สะสมไปซื้อที่ดินที่เป็นบริเวณ เรียกได้ว่าช่วยกันซื้อ ซื้อจากราคาต่ำไปจนสูงลิบลิ่ว ซื้อเพื่อให้ชาวยิวได้มีที่อยู่ และได้อยู่ใกล้เมืองศักดิ์สิทธิ์ ถ้านับเป็นเงินแล้วคงหลายหมื่นล้านบาท หลังสงครามโลกครั้งที่สองชาวยิวจึงได้ทำเรื่องขอให้สหประชาชาติตั้งที่ดินที่พวกเขาได้ซื้อไว้เป็นประเทศ หลังประกาศตั้งประเทศ(14 พ.ค. 1948) ได้1 วัน ชาวอาหรับที่อยู่บริเวณโดยรอบ ซึ่งได้แก่ อิรัค อียิปต์ จอร์แดน ซีเรีย ได้รวมกำลังกันจู่โจมอิสราเอลในวันที่ 15 พ.ค. 1948 สงครามยืดเยื้อไปได้ 2 ปี จนมีการหยุดยิง ประเทศอิสราเอลจึงมีที่ยืนในโลก หลังจากนั้นอีกหลายปีตรงกับปี พ.ศ.2510 (ค.ศ.1967) ตรงกับปีที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ ได้เกิดปรากฎการณ์สงคราม 6 วัน เป็นหกวันที่ประเทศอิสราเอลรู้สึกที่ความไม่มั่นคงในรอบด้าน มีการสะสมอาวุธของประเทศอาหรับโดยรอบ ทางด้านอิสราเอลก็สะสมอาวุธไว้พอสมควรเช่นกัน ช่วงวันที่ 5-10 มิถุนายน 1967 อิสราเอลปฎิบัติการรบทางอากาศและทางภาคพื้นดินพร้อมกัน โดยออกไปถล่มฐานทัพ ของประเทศอียิปต์ ซีเรียและจอร์แดน จบภายใน 6 วัน และได้มีข้อตกลงในการหยุดยิง ในช่วงที่ทำการรบ อิสราเอลได้ขยายพื้นที่ของประเทศตัวเองไปได้กว้างกว่าเดิม 4 เท่า หลังจากนั้นก็มีการก่อการร้ายที่อิสราเอลอยู่เนืองๆ
เห็นไหมว่าชาวยิวนั้นไม่ได้สบายเลย พวกเขาลำบากมากๆกว่าจะได้มีประเทศเป็นของตนเอง ต้องต่อสู้ สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต อ่านแล้วรักคนยิวมากขึ้นๆ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น