สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 38 'GIVE AND TAKE พลังแห่งการให้และรับ'
ผู้เขียน - Adam Grant (อดัม แกรนต์)
ผู้แปล - วิโรจน์ ภัทรทีปกร
สำนักพิมพ์ - วีเลิร์น, สนพ.
จำนวนหน้า - 398 หน้า
ตีพิมพ์ครั้งแรก - ปี 2556 อเมริกา
เนื่องด้วยหนังสือของคุณ Adam Grant โด่งดังมากในเล่ม Think Again เราเลยซื้อเล่ม Give and Take มาคู่กับ Think Again ซะเลย แล้วก็อ่านตาม Seires ซะเลย ตัดสินใจอ่าน Give and Take ก่อน ค้นไปค้นมาปรากฎว่ายังมีอีกเล่มที่แทรกระหว่างสองเล่มนี้คือ Original เล่มต่อไปที่ต้องอ่านคงต้องเป็น Origianl ก่อน Think Again ซะแล้ว ว่าด้วยผู้แต่ง คุณ Adam Grant การเขียนจากหนังสือเล่ม Give and Take เป็นการเขียนที่ไหลลื่น ชุดเคสที่ยกมาไม่มาก และเนื้อหาตรงกับเล่มอย่างมาก ถ้าเทียบกับนักเขียนแนวจิตวิทยาอธิบายปรากฎการณ์ แบบคุณ Malcolm Galdwell ความแตกต่างกันคือ ของคุณ Malcolm ตัวอย่างเคสเยอะกว่า, ยิบย่อยกว่า, กว้างกว่า, ตีความได้หลากหลายกว่า แต่ข้อเสียคือมีการแตกประเด็นไปได้มาก ส่วนคุณ Adam Grant ตัวเคสตัวอย่างน้อยเขียนแบบเน้นๆ ประเด็นไม่แตกออกมาก
เรามาเข้าเรื่องหนังสือ Give and Take กัน เล่มนี้คุณ Adam Grant เล่าถึงปรากฎการณ์ของผู้คนที่อยู่ในสังคม โดยคุณ Adam Grant แบ่งผู้คนออกเป็น 3 กลุ่ม ผู้ให้ ผู้รับ และผู้แลกเปลี่ยน โดยความหมายของผู้ให้ของคุณ Adam Grant คือให้จริงๆ ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้โดยที่หวังว่าให้ไปแล้วผู้ที่ได้รับจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ให้เพราะเห็นประโยชน์ต่อภาพรวมมากว่าตัวเอง บางคนให้โดยไม่คิดถึงชีวิตตัวเองเลยด้วยซ้ำ ทำให้คุณ Adam Grant เขียนเรื่องนี้ขึ้นมา โดยทั่วไปทุกๆคนเห็นว่าการเป็นผู้ให้จะต้องถูกเอารัดเอาเปรียบโดยผู้รับ ซึ่งตามมาด้วยความเจริญก้าวหน้าในชีวิตจะถูกบั่นทอน ตำแหน่งหน้าที่ การเงินส่วนบุคคลอาจจะไม่ดีเท่ากับผู้รับหรือผู้แลกเปลี่ยน แต่ในเคสที่เกิดขึ้นจริงที่คุณ Adam Grant ได้เขียนไว้ในเล่ม ผู้ให้นอกจากจะสุขใจแล้ว ในระยะยาวชีวิตของพวกเขาเจริญก้าวหน้า ไปไกลกว่าผู้รับกว่ามาก และดีกว่าผู้แลกเปลี่ยนพอสมควรเลย
การให้ของผู้ให้ในเคสตัวอย่าง เป็นการให้อย่างที่เราคาดไม่ถึงพวกเขายอมสละทั้งชื่อเสียง, เงินก้อนโต, ยกความดีความชอบ ความมีหน้ามีตาให้ผู้อื่น เคสตัวอย่างบุคคลในเล่ม เช่นอับราฮัม ลินคอล์น ที่ถอนตัวจากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จากที่มีเสียงสนับสนุน 38% เพื่อยกคะแนนสนับสนุนให้อีกคนที่เค้าเห็นว่าถ้าชนะได้เป็นตัวแทนแล้วประเทศจะดีขึ้น สุดท้ายเขาได้ขึ้นเป็นประธานาธิปดีของอเมริกา, เดวิด เฮอร์นิค นักลงทุนที่มักถูกเอาเปรียบ, ปีเตอร์ ออเด็ต นักการเงินที่ขับรถ ในระยะทางไกลมากไปหาลูกค้ารายเล็กๆ ที่ใครๆไม่อยากไปหา, จอห์น เมเยอร์ นักเขียนบทโนเนม ที่ดังมากจากการ์ตูน The Simpsons มอบเครดิตให้กับทีมงาน จนท้ายสุดได้ไปเขียนบทละครภาพยนต์ และได้รางวัล MTV Award, คุณ ซี เจ. สเกนเดอร์ อาจารย์ผู้สอนบัญชีสองมหาวิทยาลัยชื่อดังควบคู่กัน เขาสอน 100-300 ชั้นเรียนตลอดชีวิตการสอน เป็นอาจารย์ผู้ที่มีแต่ให้, สตู อินแมน ผู้จัดการทีมบาสเก็ตบอลที่เลือกนักบาสจากการให้ เค้าเลือกนักบาสจากคนที่ไม่มีใครรู้่จักจนเป็นสตาร์ และอื่นๆอีกหลายต่อหลายคน
ในเล่มยังมีตัวอย่้างลักษณะพิเศษของผู้รับตัวฉกาจ เช่นคุณ เคนเนท เลย์ แห่งเอนรอน, คุณแฟรงค์ ลอยด์ ไรต์ สถาปนิคฝีมือดี, คุณ โจนาส ซอล์ก ผู้ที่แถลงผลงานที่ทีมงานทำว่าทำแต่เพียงผู้เดียว เขาไม่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งแตกต่างจากทีมงานที่คิดค้นต่อเนื่องจนได้รับรางวัลโนเบล คุณ Adam Grant ได้เตือนผู้ให้ ให้ระวังผู้รับตัวฉกาจแบบนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ให้ถูกเอาเปรียบ และยังได้บอกวิธีแก้ปัญหาเมื่อต้องพบกับผู้รับที่กำลังจะเอาเปรียบเรา วิธีการรับมือของผู้รับเมื่อต้องเจอกับผู้ให้ โดยให้ผู้รับเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้แลกเปลี่ยนในบางสถานการณ์ อาจจะมีการต้อสู้บ้างยอมแพ้บ้าง เช่นเดียวกับการเจรจาของผู้ให้ ผู้ให้จะประสบความเสียหายจากการใจอ่อนเกินไป คุณ Adam Grant มีตัวอย่างผู้ให้ที่เขาไม่ยอมเสียเปรียบ ด้วยความคิดตอนเจรจาให้นึกถึงว่าเป็นการเจรจาแทนกลุ่มผู้สนับสนุนเรา เช่นเจรจาเงินเดือนแต่ถูกกดเงินเดือนต่ำมาก ซึ่งโดยปกติตัวผู้ให้จะยอมรับได้ แต่เมื่อเขาจำเป็นต้องเป็นผู้ให้กับคนในครอบครัวของเขา เขาจึงกลายเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์เพื่อคนในครอบครัว การเจรจาเลยไม่ได้เสียเปรียบ มีบางครั้งผู้ให้ให้จนเกิดปรากฎการณ์หมดไฟ พวกเขาสิ้นหวังต่อการให้ของเขา คุณ Adam Grant หาสาเหตุและหาทางแก้ปรากฎการณ์หมดไฟนั้นได้
ในช่วงท้ายเล่ม คุณ Adam Grant ต้องการให้มีสังคมที่มีผู้ให้จำนวนมาก สร้างโลกขึ้นมาให้มีผู้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมอเมริกันที่โดยปกติจะคิดถึงตัวเองก่อน ปรากฎการณ์ของเวปไซต์ https://www.freecycle.org/ ที่เริ่มจากการให้ของที่ไม่้ได้ใช้ ในช่วงเริ่มต้นมีผู้รับจำนวนมากคาดหวังที่จะมารับของฟรี แต่เมื่อผู้รับอยู่ในสังคมของการให้เขาได้ให้ผู้ให้ที่ให้อย่างไม่มีข้อเรียกร้อง มีผู้รับหลายต่อหลายคนได้กลายเป็นผู้ให้ รวมถึงใช้ปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาอีกหลายๆอย่างเพื่อให้สังคมเป็นผู้ให้มากขึ้น
คุณ Adam Grant ได้ยกตัวอย่างคำพูดของ ชาลส์ ดาร์วิน ที่กล่าวไว้ว่า "ชนเผ่าที่มีคนจำนวนมากทำตัวเป็นผู้ให้ โดยพร้อมที่จะเสียสละผลประโยชน์ของตัวเองเพื่อส่วนรวม จะเป็นฝ่ายกำชัยชนะเหนือชนเผ่าอื่นๆ นี่แหละเป็นการคัดเลือกโดยธรรมชาติ" หนังสือเล่มนี้นอกจากสร้างตัวเองให้เป็นผู้ให้ หรือเปลี่ยนจากเป็นผู้ให้ไม่เต็มตัวเป็นผู้ให้เต็มตัว และทำให้เห็นว่าการเป็นผู้ให้นั้นให้ผลที่ดีในระยะยาว เล่มนี้เป็นหนังสือที่เราคิดว่าเป็นเล่มที่ดีมากๆๆๆ นอกจากนั้นเราจะสร้างโลกใหม่ด้วยกันด้วยการสร้างผู้ให้ ให้มีจำนวนเพิ่มากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น
สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือที่ดีเล่มนี้เหมาะกับผู้อ่านทุกเพศทุกวัย อ่านแล้วอยากเป็นผู้ให้ ไม่อยากเป็นผู้รับ อ่านแล้วมาร่วมกันสร้างโลกกัน
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน เนื้อหาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ให้โดยเฉพาะ อ่านแล้วมีงานวิจัยรองรับ อ่านไม่ยากแต่เล่มออกจะดูหนาซักหน่อย ประเด็นโฟกัสชัดเจน
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว การเป็นผู้ในเป็นแนวทางที่ถูกต้องจริงๆ จงมีความเชื่อมั่นในการให้ต่อไป
4.Key - กุญแจของเล่มนี้ เป็นผู้ให้ไม่ได้เสียหายแถมยังได้สร้างโลกใหม่ด้วย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น