ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

NO.67 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...Stop Workplace Drama สยบดราม่าในองค์กร

 

สวัสดีเพื่อนนักอ่าน

เล่มที่ 67 'Stop Workplace Drama สยบดราม่าในองค์กร'

                    ISBN                      - 9786160834426 
                    ผู้เขียน                  -  นพ. มนตรี แสงภัทราชัย Coach SmartKid
    สำนักพิมพ์             - เชนจ์พลัส, สนพ.
                    จำนวนหน้า            -  176 หน้า 
                    พิมพ์ครั้งแรก         -  ปี 2562

                เป็นหนังสือจิตวิทยาแนวใหม่อ่านง่ายอ่านสนุก  นพ. มนตรี แสงภัทราชัย ผู้แต่ง คุณหมอเป็นผู้โค้ช เป็นหมอ เป็นผู้บริหารฝ่ายแพทย์ในโรงพยาบาลกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ มีตำแหน่งหน้าที่มากมาย มีใบเกียรติบัตรทางด้านโค้ชจำนวนมาก มีหลักสูตรโครงการอบรมมากมาย และเป็นวิทยากรให้กับหลายๆองค์กร ดูได้ที่ท้ายเล่ม ด้วยประสบการณ์ที่มากมายแบบนี้ทำให้หนังสือเล่มนี้เขียนออกมาได้สนุก อ่านแล้วประทับใจมากๆ หนังสือ 176 หน้าอ่านสองวันจบเลย

                เนื้อหาภายในเป็นเรื่องเน้นเฉพาะเรื่องดราม่าในที่ทำงาน แต่จริงๆแล้วสามารถใช้กับชีวิตจริงได้ด้วย เริ่มต้นหนังสือด้วยผลกระทบของดราม่าในที่ทำงาน และแยกแยะว่าเรื่องใดไม่ใช่ดราม่า ซึ่งได้แก่ การแสดงอารมณ์จากความรู้สึกจริงๆไม่ใช่ดราม่า อารมณ์ที่อ่อนไหวก็ไม่ใช่ดราม่า การสร้างความบันเทิงให้ตัวเองเช่นร้องเพลง ขยับร่างกายเพื่อตัวเองไม่ใช่ดราม่า ถ้าแยกไม่ออกมันก็จะเกิดดราม่าได้ และนพ. มนตรี ได้เขียนถึงสัจธรรมของดราม่าในที่ทำงานว่า ทุกองค์กรเกิดดราม่าได้และดราม่านั้นมาได้ทุกรูปแบบ 

                ดราม่าในที่ทำงานมาได้หลายรูปแบบ ได้แก่ ดราม่าทางอีเมลล์ ดราม่าโบนัส ดราม่าหงุดหงิดเจ้านาย ดราม่าต้องการเปลี่ยนงาน ดราม่าระหว่างหัวหน้าสองแผนก ถ้าจำแนกเรื่องดราม่าออกมาเพื่อพิจารณาจะแยกได้เป็น The Drama คือเรื่องดราม่าต่างๆ กับ Your Drama ส่วนนี้เป็นส่วนที่เรารับเอาดราม่ามาใส่ในชีวิต ถ้ามี The Drama แล้วYour Drama ไม่เกิด ดราม่าเหล่านั้นจะมีผลกระทบกับเราน้อยและเราจะหาทางออกกับดราม่าเหล่านั้นได้
               
                 ส่วนประกอบของดราม่าแบ่งได้เป็น 3 ส่วน
                1.ม่านหมอกแห่งความไม่ชัดเจน เรื่องนี้เป็นปัจจัยแรกที่จะเกิดดราม่าได้ ถ้าเรื่องราวมีความไม่ชัดเจนปล่อยให้ผู้การรับสารคาดเดาไปเอง ต่อไปจะทำให้เกิดดราม่าได้ วิธีแก้ไขคือสื่อสารให้ชัดเจน ถ้าไม่มีความชัดเจนให้สอบถามให้ชัดเจนแล้วเรื่องดราม่าจะจบลงได้ง่าย                
                2.สามเหลี่ยมแห่งดราม่า ตัวละครเจ้าบทบาท 3 ตัวละคร Drama Triangle of Karpmann ซึ่งประกอบไปด้วยบุคคล 3 ประเภท คนที่อยู่ในดราม่านั้นๆจะรับบทในทุก ประเภท บุคคล3ประเภทที่ว่าได้แก่    
                      1.)The Rescure (ผู้กู้) เป็นคนที่คิดว่าตัวเองสำคัญและจะเข้าไปควบคุม กำกับ ดูแล เป็นคนประเภทที่พูดว่า งานนี้ไม่สำเร็จถ้าไม่มีฉัน คอยดูนะงานนี้ไปไม่รอดต้องมาเรียกฉัน ต้องการเป็นฮีโร่ ปฎิเสธคนไม่เป็น ผู้กู้นี้จะไม่เหมือนผู้ช่วยเพราะเขาไม่ได้ต้องการช่วยโดยไม่หวังผลอะไร
                     2.)Victim (ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ) บทบาทนี้จะเจอมากที่สุดเป็นจุดสามเหลี่ยมล่างสุดของคน 3ประเภท พฤติกรรมเด่นที่สุดคือ บ่น บ่น และบ่น คิดลบ คิดแต่เรื่องร้ายๆ เขามักจะพูดว่า ทำไมถึงโชคร้ายแบบนี้ ซวยจัง ไม่มีใครเข้าใจ ฉันทำผิดอะไร อยู่กับ Victim ได้แต่รับฟังห้ามเสนอแนะเพราะเป็นการคุกคามเขาทางความคิด
                    3.)The Persecutor (ผู้หวังดีประสงค์ร้าย/พวกขี้ฟ้อง) เป็นชอบตำหนิ จับผิดผู้อื่นทำตัวเป็นหูเป็นตาให้เจ้านาย เหตุผลคือเกิดจากความเคียดแค้นและพวกเขาหาทางแก้แค้นอยู่ โดยทั่วไปเขาจะเป็นคนมีไอคิวสูง ฉลาด มีฝีมือ เมื่อเขาเริ่มฟ้องหรือทำตัวหวังดี เราไม่ควรตกหลุมพรางชมเขา หรือเล่นเกมส์ไปตามเขา วิธีจัดการดราม่านี้คือชมเขาแล้วให้เขาไปจัดการเรื่องที่เขาฟ้อง และผลสรุปคือพวกเขาจะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องที่เขาฟ้อง
                3.แรงต่อต้านภายในตัวเอง ถ้ากำจัด สิ่งที่ก่อให้เกิดดราม่าได้ในตัวเองแล้ว ดราม่าต่างๆจะไม่เกิดขึ้น

                หนังสือเล่มนี้เนื้อหาเน้นมากๆตรงที่ ม่านหมอกแห่งความไม่ชัดเจนซึ่งมีตัวอย่างให้อ่านพอทำให้เข้าใจได้ และเน้นในเรื่องบุคคล 3ประเภทที่อยู่ในสามเหลี่ยม ซึ่งนพ. มนตรี ได้บอกวิธีทางแก้ไข รวมถึงถ้าตัวเราเองตกอยู่ในสามเหลี่ยมนี้แล้วเราจะหลุดจากดราม่าออกมาได้อย่างไร เขียนไว้ละเอียดมากๆ


   สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
        B    -    Book reader          -    หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
        O    -    Objective               -    อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
        O    -    Output                    -    อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
        K    -    Key                          -    อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง

        1.Book reader    -    หนังสือที่ดีเล่มนี้เหมาะกับผู้ที่ทำงานทุกคน เราสามารถหลุดออกจากกับดักของดราม่าต่างๆได้
        2.Objective         -    เล่มนี้ควรอ่าน ซึ่งเป็นหนังสือที่ไม่เพียงแต่เล่าถึงเหตุการณ์การเกิดดราม่า แต่ยังเล่าถึงพฤติกรรมของคนที่อยู่ในเกมส์ของดราม่านั้นๆ และยังเสนอวิธีการหลุดออกจากดราม่าที่มาจากคนรอบตัว และหาทางออกจากดราม่าถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของดราม่านั้นด้วย
        3.Output             -    เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว เข้าใจสาเหตุของดราม่า ไม่เป็นส่วนหนึ่งของดราม่านั้นๆ
        4.Key                   -   กุญแจของเล่มนี้ ความชัดเจนในการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ และการที่ไม่ตกอยู่ในดราม่านั้นเป็นสิ่งที่เลือกได้และหลุดออกมาได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

NO.53 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...อวยตัวเองยังไงไม่ให้ดูน่าเกลียด : BRAG BETTER

NO.94 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ : The Napoleon Hill's Laws of Success

NO.148 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...รอสฮัลด์ : ROSSHALDE

NO.208 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...อย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณคิด Don't Believe Everything You Think

NO.222 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก อ.วีระ ธีรภัทร

NO.2 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เขียนแล้วรวย WRITE AND GLOW RICH

NO.161 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เพลงขลุ่ยในฝัน : Strange News From Another Star and Other Stories

NO.251 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ทำงานกับคนต้องใช้อารมณ์ให้เป็น NO HARD FEELINGS

NO.97 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...คุณโทมาริ นักจัดบ้านด้วยการจัดใจ

NO.193 หนังสือสี่เหลี่ยมของ... ญี่ปุ่นป็อป จากประดิษฐกรรมแห่งฝันสู่มหาอำนาจทางจินตนาการ : Pure Invention