สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 74 'ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้าย ราชวงศ์จีน'
หยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เนื่องจากได้ดูซีรีย์ ปูยี จักรพรรดิโลกไม่ลืม จนจบ เลยอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมให้เป็นรวดเดียวเลย หนังสือประวัิตศาสตร์เล่มนี้เขียนโดย อ.รวิโรจน์ ถ้าจะให้เปรียบเทียบหลังจากดูซีรีย์จบแล้วตามมาด้วยการอ่านหนังสือ ในซีรีย์มีตัวละครเยอะกว่ามีการแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่มากกว่า และอาจจะมีการเสริมเติมแต่งให้ซีรีย์ดูสนุกมากขึ้น หรือก็อาจจะเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ในซีรีย์มีตัวละครเหล่านั้นจริง เหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ในการที่ซีรีย์มีรายละเอียดเหล่านั้นก็น่าจะมีคความจริงบ้าง ก่อนทำซีรีย์คงจะต้องมีการหาข้อมูลคงไม่ได้ทำแบบจินตนาการมา ดังนั้นเชื่อทั้งสองสื่อเลยละกัน
หนังสือเล่มนี้เชื่อได้เลยว่าข้อมูลเป็นจริงมีหลักฐานเท่าที่ อ.รวิโรจน์จะหามาได้ มีหนังสืออ้างอิง มีรูปภาพประกอบข้อมูลที่ อ.รวิโรจน์นำมาเขียนนั้นไม่ได้ลงรายละเอียดมากจนเกินไปจนทำให้อ่านยาก โครงสร้างของหนังสือเราคิดว่ากำลังพอดีเลยสำหรับคนไม่มีพื้นฐานทางประวัติศาสตร์จีน
เริ่มต้นก่อน อ.รวิโรจน์จะเขียนถึงท่านปูยี อ.รวิโรจน์ต้องเล่าเรื่องตั้งแต่คนที่ตั้งท่านปูยีที่เป็นฮ่องเต้องค์สุดท้าย นั่นก็คือพระนางซูสีไทเฮา อ.รวิโรจน์เล่าตั้งแต่พระนางซูสีไทเฮาเกิดที่ไหน มาเป็นสนมยังไง เป็นสนมของฮ่องเต้องค์ไหน ได้ให้กำเนิดลูกชายที่เป็นรัชทายาท ลูกชายก็ไม่เอาไหนเป็นฮ่องเต้ได้ไม่นานก็เสียชีวิตตอนหนุ่ม หลังจากนั้นซูสีไทเฮาก็ให้หลานตัวเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ แต่ด้วยความเห็นไม่ตรงกันจึงมีการประทานยาพิษให้เสียชีวิต และสุดท้ายในปี 1908 พระนางซูสีไทเฮาได้หาหลานอีกคนที่เป็นเป็นหลานของฮ่องเต้สามีตัวเอง ปูยี อายุ 2 ขวบ 10เดือน หลังจากงานศพของฮ่องเต้องค์ก่อนที่เสียชีวิตได้ 1 วัน หลังจากตั้งปูยีเป็นฮ่องเต้แล้ว พระนางซูสีไทเฮาก็เสด็จทิวงคต(ตาย)อีก 1วันให้หลัง ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าพระนางได้อยู่จนทำงานชิ้นสุดท้ายสำเร็จ
ท่านปูยีถูกพรากจากท่านพ่อ ท่านแม่ตั้งแต่อายุ 2ขวบ 10เดือน และต้องอยู่ในกฎวังต้องอยู่กับแม่เลีั้ยง อ.รวิโรจน์บอกว่าชีวิตของท่านปูยีน่าสงสารมาก ท่านปูยีตอนเล็กร้องไห้เยอะมากและเรียกหาแม่ตลอดเวลา ในปี 1912 หลังจากเป็นฮ่องเต้ได้ 4ปี อายุ 6ขวบ กองทัพประชาชนที่นำโดย ดร.ซุนยัดเซน ได้ล้มระบอบกษัตริย์แต่ยังคงให้ฮ่องเต้อยู่ในวังแบบไม่มีอำนาจ และให้เงินค่าใช้จ่ายในวัง ท่านปูยีอยู่ในวังต้องห้ามไปอีก 10 ปี ซึ่งระหว่างนั้นไม่สามารถออกมาภายนอกวังต้องห้ามได้ ในปี 1922 ท่านปูยีได้แต่งงานกับมเหสีกับสนมสองท่านพร้อมกัน ช่วงเวลานั้นท่านปูยีเบื่อหน่ายชีวิตในวังเป็นอย่างมาก อยากออกไปใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาภายนอกวัง และแล้วในปี 1924 มีการปฎิวัติเกิดขึ้น ทหารยึดวังต้องห้ามและขับไล่ท่านปูยีออกจากวัง และให้ท่านปูยีเป็นสามัญชนทั่วไป ท่านปูยีได้ย้ายออกไปอยู่กับท่านพ่อของเขา แต่ในระหว่างนั้นมีคนไม่พอใจท่านต้องการจะลอบฆ่าท่าน ท่านเลยย้ายไปอยู่ในสถานฑูตญี่ปุ่น ญี่ปุ่นเปิดโอกาสนี้เนื่องจากมีแผนการไว้แล้ว
ปี 1931 หลังจากอยู่ที่สถานฑูตญี่ปุ่น ญี่ปุ่นผลักดันให้ท่านปูยีไปเป็นฮ่องเต้ที่แมนจูเรีย เนื่องจากความคับแค้นใจที่ถูกปลอดจากจำแหน่งฮ่องเต้และต้องการฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ท่านปูยีจึงยอมเข้าร่วมกับญี่ปุ่น ปี 1932 ได้เป็นผู้นำแห่งแมนจู ปี 1934 เปลี่ยนเป็นจักรพรรดิคังเต๋อ เป็นฮ่องเต้อีกครั้ง ท่านปูยีดำรงตำแหน่งจักรพรรติคังเต๋อที่แมนจูเรีย 10ปีเต็ม ระหว่างนั้นได้แต่งงานกับสนมอีก 2 ท่าน ปี 1945 ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลก รัฐแมนจูถูกควบคุมจากกองทัพรัสเซีย ท่าปูยีถูกจับไปอยู่ในคุกที่เมืองคาบารอฟยาวนานถึง 5ปี หลังจากนั้นในประเทศจีนพรรคคอมมิวนิตส์ประกาศชัยขนะขึ้นปกครองประเทศ ปี1949 รัสเซียจึงยินดีส่งท่านปูยีและพวกส่งให้รัฐบาลจีน ทางรัฐบาลจีนรับตัวท่านปูยีและจับมาขังอยู่ในคุกฟูซุนอีกเป็นเวลา 10ปี ในปี 1959 รัฐบาลจีนเฉลิมฉลองพรรคคอมมิวนิตส์จีนปกครองประเทศ 10 ปี จึงมีการอภัยโทษท่านปูยีให้เป็นอิสระ หลังจากนั้นท่านปูยีได้ทำงานที่สวนพฤษศาสตร์ปักกิ่งซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ รับเงินเดือนจากรัฐบาล หลังจากนั้นท่านปูยีได้แต่งงานอีกครั้งกับ หลี่ ซูเสียน พยาบาลวัย 40ปี ท่านปูยียังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติตัวเอง และในปี 1967 ท่านปูยีได้เสียชิวิตด้วยโรคมะเร็งที่ไตและโรคหัวใจ
ท้ายหนังสือมีบทความที่แถมท้ายต่อจากประวัติของท่านปูยี เรื่องเกี่ยวกับปูยีกับประเทศไทย เรื่องญี่ปุ่นจับคนมาทำเชื้อโรคที่แมนจูกัว และเรื่องราวที่ญี่ปุ่นถามนานกิง ซึ่งโหดร้ายมาก
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น