สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 77 'มหัศจรรย์ทางจิต 2'
เล่มนี้เป็นเล่มต่อจากเล่มที่ 1 ซึ่งเลขหน้าต่อเนื่องจากเล่มที่ 1 เลย เนื้อหาเล่มนี้แบ่งเป็น 3 บทใหญ่คือ มายาศาสตร์ในทิเบต หลักวิชาและการปฏิบัติขั้นสูงของทิเบต และมายาศาสตร์ในไทย เล่นนี้กลับอ่านง่ายกว่าเล่มที่ 1 อ่านสนุกกว่า
หลวงวิจิตรวาทการได้วิเคราะห์ว่า มายาศาสตร์ของทิเบตเป็นศาสตร์ขั้นสูงเป็นแบบดั้งเดิมของมายาศาสตร์ทิเบตเลยก็ว่าได้ มายาศาสตร์ของทิเบตแท้ไม่ได้อยู่ในทิเบตของจีน แต่อยู่ที่รัฐสิกขิม ซึ่งอยู่ตอนเหนือสุดของอินเดียวติดกับเขตปกครองพิเศษทิเบตของจีน ที่รัฐสิกขิมนั้นการฝึกเข้มข้นมากและเป็นทิเบตดั้งเดิมเก่าแก่ พื้นฐานความเชื่อของของทิเบตมาจากความเชื่อดั้งเดิมของโยคี รวมกับศาสตร์ของพุทธศาสนา แต่ความเชื่อของทิเบตจะมีเรื่องวิญญาณมาเกี่ยวข้องด้วย นักบวชของทิเบตแบ่งเป็นสองส่วนคือพระกับลามะ พระคือนักบวชทั่วๆไป แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าลามะแล้ว คือพระผู้ที่เป็นระดับอาจารย์ ทิเบตยังแบ่งสายของนักบวชเป็น 2 สาย คือสายมายาศาสตร์(สายขาว)กับสายมายากร(สายดำ ในวงเล็บเราตั้งขึ้นมาเอง) ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ กลับมาดูเรื่องศาสตร์ของทิเบตก่อน
ศาสตร์ของทิเบตนั้นมีความเชื่อเรื่องวิญญาณอย่างมาก เชื่อว่าเมื่อคนตายแล้วร่างกายที่ไร้วิญญาณนั้นไม่มีความหมายอะไร ดังนั้นการกระทำอันใดกับศพเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก ศพของคนทิเบตจะถูกใช้ไปทางไหนบ้าง เอาไปไว้กลางป่าให้เป็นอาการสัตว์ป่า เอาไปผูกไว้กับต้นไม้เป็นอาหารของนก รัฐสิขิมเป็นรัฐที่มีความหนาวมีหิมะปกคลุมเกือบทั้งปี ปัญหาเรื่องศพเน่าเหม็นจึงน้อยมาก เมื่อศพถูกกัดกินจนเหลือแต่โครงกระดูกแล้ว พระชาวทิเบตนำกระดูกของศพไปทำหลายอย่างเช่นกระโหลก1ชิ้น เอาไปทำลูกประคำ กระดูดหน้าแข้งนำปี่ เป็นต้น
หลวงวิจิตรวาทการได้อ่านหนังสือที่เขียนด้วยนักเขียนชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นคนที่อยู่อินเดียมาตั้งแต่เล็กๆ และมีความสนใจมากๆ เธอศึกษาทางพุทธศาสนาจนเข้าใจเพียงพอ ต่อมาเธอสนใจในศาสตร์ของทิเบต เธอเรียนภาษาทิเบตได้เล็กน้อยแล้วเธอก็เดินทางไปที่สิกขิมด้วยตัวเธอเอง เรื่องราวน่าสนุกและน่าติดตามมาก เหมือนได้อ่านนิยาย เธอเข้าเรียนกับอาจารย์ลามะท่านหนึ่ง และเธอก็ได้ข้ามไปยังเขตทิเบตที่อยู่ในจีนด้วย การฝึกฝนทางทิเบตนั้นเข้มข้นมาก ฝึกฝนพลัง ความกล้า ความไม่กลัว ความไม่มีอะไร ฝึกตัวเองในความืด โดยที่ลามะผู้สำเร็จศาสตร์แล้วเขาจะมีพลังพิเศษมีการสื่อสารกับศิษย์ มีพลังจิตที่เข้มแข็ง ศาสตร์ทางนี้เป็นศาสตร์ขาว ทำเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นและสอนพระที่จะเรียนขั้นสูง
ส่วนศาสตร์ดำ หรือมายากรนั้น เป็นศาสตร์ที่นำเอาวิญญาณที่มีอยู่มากมายในทิเบต (ชาวทิเบตเชื่อว่าคนที่ตายแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิญญาณ และวิญญาณที่ว่าก็มีมากมายสะสมมากหลายพันหลายหมื่นปี) โดยที่มายากรสามารถบังคับวิญญาณเพื่อทำงาน ส่วนใหญ่เป็นการลงโทษผู้ทำความผิด ซึ่งมายากรนี้ไม่ใช่ว่าจะทำร้ายใครก็ได้ แต่ต้องนำไปทำร้ายคนผิดที่เชื่อแน่นอนแล้วว่าทำความผิด
ในตอนมายาศาสตร์ของไทยนั้น หลวงวิจิตรวาทการ ได้แบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนของภาคกลางซึ่งได้อิทธิพลมาจากพราหมณ์แท้ ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาแล้ว ส่วนที่สองจากภาคเหนือ ส่วนนี้ได้อิทธิพลมาจากพม่า ซึ่งพม่าก็ได้รับอิทธิพลมากจากทิเบตอีกที ดังนั้นทางด้านภาคเหนือจะมีความเชื่อเรื่องภูติผี วิญญาณ เสือสมิง และส่วนที่สามภาคอีสานและภาคตะวันออก เป็นศาสตร์ที่บริสุทธิ์มากกว่าทั้งสองภาค
ในมายาศาสตร์ภาคกลางหลวงวิจิตรวาทการได้ยกตัวอย่างเสภาขุนช้างขุนแผน ที่เล่ากันมาเนิ่นนานมีการเล่ารายละเอียดในการทำมีดหมอ ทำกุมาร และหลวงวิจิตรวาทการได้อธิบายเกี่ยวกับมนต์คาถาที่มีในไทย เมื่อนำมาวิเคราะห์แล้ว มนต์คาถาที่ใช้ในไทยซึ่งส่วนมากเป็นมนต์ที่ดีความหมายดี เป็นคำบาลีบ้าง ไทยปนบาลีบ้าง หรืออาจจะเอาบทสวดทางพระพุทธศาสนามาดัดแปลงเล็กๆน้อย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น