สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 167 'เงินทองต้องรู้ เล่ม 1'
ผู้เขียน - วีระ ธีรภัทร
ผู้แปล - X
สำนักพิมพ์ - X , สนพ.
จำนวนหน้า - 320 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก - พ.ศ. 2542 (ค.ศ.1999) ประเทศไทย
หนังสือขนาด A4 เล่มนี้เป็นซีรี่ย์ เล่ม1 (ที่รู้ว่าเป็นเล่ม1 เพราะคุ้นๆว่าเห็นอีกเล่มหรือสองเล่มที่ชั้นวางหนังสือ) ของชุดเงินทองต้องรู้ ที่มาของหนังสือมาจากการรวมบทความชื่อเดียวกับหนังสือ โดยเป็นบทความที่เขียนในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่ง อ.วีระ ได้รับเชิญจากบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ โดยชวน อ.วีระเขียนบทความลงหน้าที่สองคู่กับบทความของกาแฟดำ(คุณสุทธิชัย หยุ่น) บทความที่ลงในหนังสือพิมพ์นี้ อ.วีระขอเขียนวันจันทร์-ศุกร์ เว้นเวลาพักผ่อนไว้ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ โดยเนื้อหาเป็นช่วงเวลาที่กำลังเกิดความวุ่นวายของสถาบันการเงินต่างๆและการปรับอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่หลังจากวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง โดยเริ่มเขียนวันที่ 1 ก.พ. 2542
โครงสร้างของหนังสือแบ่งเป็น 3ภาค ภาคแรกเป็นเรื่องบทความจำนวน 90 ตอนจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจซึ่งถ้าไม่มีข้ามบทความเลยกินเวลาการลงจากหนังสือพิมพ์ได้ 4เดือนกว่าๆ เรื่องราวที่ อ.วีระ เขียนไว้เป็นบันทึกประวัติศาสตร์แห่งการหาทางหลุดพ้นจากวิกฤติสถาบันการเงินพอดี ภาคที่สองเป็นข้อเขียนเชิงรายงานขนาดยาวซึ่งอ.วีระ แจ้งไว้ว่าเคยเขียนเป็นตอนๆ แต่ให้ผู้ร่วมงานท่าหนึ่งทำให้การรวมเป็นบทความขนาดยาวให้อ่านกัน ภาคที่สาม เป็นการรวบรวมประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ในเรื่องสำคัญต่างๆในขณะนั้น เพื่อใช้บังคับสถาบันการเงินให้เป็นไปตามมาตรการของ IMF หรือการสำรองหนี้ต่างๆ เป็นต้น
เนื้อหาที่เป็นหลักอยู่ภายในภาคที่ 1 ซึ่งเป็นการเขียนเล่าประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีการปิด 56 ไฟแนนซ์ไปเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีการควบรวมของธนาคารบางธานคารแล้ว เนื้อหายังมีการกล่างถึงธนาคาร ศรีนคร นครหลวงไทย ไทยธนาคารและรัตนสิน ซึ่งปัจจุปันแทบไม่อยู่ในความทรงจำของเราแล้ว โดยมีรายละเอียดของหนี้ NPL ที่ธนาคารต่างๆ นอกจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วยังมีธนาคารหลักอันได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ไทยพาณิชย์ กสิกรไทย กรุงไทย ทหารไทยและกรุงศรีอยุธยาด้วย ซึ่งอ.วีระ ได้แสดงตัวเลขหนี้ NPL ของแต่ละธนาคาร ที่เป็นจำนวนมหาศาลแล้ว ยังแสดงตัวเลขการตั้งสำรองซึ่งน้อยกว่าหนี้มากหลายเท่า ซึ่งแต่ละธนาคารจำเป็นต้องมีการควบรวม หรือเพิ่มทุนเพื่อให้มีเงินครอบคลุมการตั้งสำรองที่เป็นไปตามมาตรฐานทางการเงิน โดยมีกำหนดระยะเวลา ซึ่งแต่ละธนาคารมีวิธีการที่แตกต่างกัน จนจบเล่มก็ยังไม่มีคำตอบว่าปัญหานี้จะแก้ไขจนจบได้อย่างไร ซึ่งน่าจะมีคำตอบในเงินทองต้องรู้เล่มถัดไป นอกจากเรื่องธนาคารแล้วยังมีเรื่องของ องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.) และ บรรษัทบริหาสินทรัพย์สถาบันการเงิน (บบส.) ที่มาแก้ไขปัญหารับซื้อหนี้ NPL โดยเงินในการก่อตั้งและรับซื้อเป็นของรัฐบาล ที่ได้รับการกู้ยืมมาจาก IMF ซึ่งหนี้ทั้งระบบที่ต้องจัดการมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท และช่วงนั้นยังมีเหตุการณ์พิเศษอีกเหตุการณ์หนึ่งคือการลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงคือลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 12.5% เหลือ 7% รวดเดียวในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2542 อีกด้วย
ถึงแม้ว่าช่วงเหตุการณ์ในหนังสือ(ปี พ.ศ.2542) เป็นช่วงที่ตอนนั้นเราไม่ได้เข้าใจในเรื่องการเงินเลยแม้แต่น้อย บทความในหนังสือทำให้เราได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วิกฤตการณ์การเงินของประเทศไทยช่วงนั้นดีขึ้น ตัวเลขทางการเงินและสำนวนการอธิบายที่ อ.วีระ ได้ทำบันทึกไว้ ทำเราให้เห็นภาพต่างๆได้ชัดเจน
สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือที่ดีเล่มนี้เหมาะสำหรับนักการเงิน การธนาคาร เพื่อที่จะได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์การเงินของไทยในช่วงนั้น
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน อาจารย์เขียนเล่าเหตุการณ์ต่างๆได้กระชับ แต่ได้ข้อมูลครบถ้วนอ่านแล้วเข้าใจได้
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว ได้เห็นว่าวกฤติทางการเงินช่วงนั้นเป็นหายนะที่ยิ่งใหญ่มาก การแก้ไขทำได้เป็นทีละขั้นทีละตอนรีบเร่งไม่ได้
4.Key - กุญแจของเล่มนี้ การรวบรวมงานเขียนลักษณะนี้ไว้ เป็นประโยชน์ทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าเมื่อได้กลับมาอ่าน
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น