สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 169 'เอาชนะฟองสบู่ หยั่งรู้สัญญาณตลาดล่ม Irrational Exuberance'
ISBN - 9786169229247
ผู้เขียน - Robert J. Shiller (โรเบิร์ต เจ. ชิลเลอร์) นักเขียนรางวัลโนเบล
ผู้แปล - ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร, พิมพัชรา กุศลวิทิตกุล
สำนักพิมพ์ - The Capital , สนพ.
จำนวนหน้า - 589 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก - พ.ศ. 2543 (ค.ศ.2000) ประเทศประเทศอเมริกา / พิมพ์ปรับปรุงครั้งล่าสุด พ.ศ.2558 (ค.ศ.2015)
อ.Robert J. Shiller เป็นนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลของมหาวิทยาลัยเยล อ.Robert ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ไว้หลายเล่ม ส่วนเล่มนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับฟองสบู่ ซึ่งชื่อหนังสือใช้ชื่อว่า IRRATIONAL EXUBERANCE ซึ่งแปลในเล่มว่า "ตื่นเต้นไร้ตรรกะ" ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่ควบคุมสติโดยที่ไม่นึกถึงความเป็นจริงเลย โดยจะเกิดขึ้นก่อนที่ฟองสบู่ทางเศรษฐกิจซึ่งมีความหมายรวมทั้งตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ โดยเนื้อหาเป็นการรวบรวมปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับฟองสบู่แตกย้อนหลังกลับไปตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มาจนถึงปี 2014(ฉบับปรับปรุง) ซึ่งเป็นการเก็บสถิติย้อนหลังไปไกลเกิน 100 ปี
โครงสร้างของหนังสือ เริ่มจากบทนำที่อธิบายพื้นฐานข้อกำหนดของเนื้อหาประกอบไปด้วย 2 บท และหลังจากนั้นจะมีหัวข้อใหญ่แบ่งเป็น 5 ส่วน ไล่เรียงไปเป็นบทๆจนครบ 13 บท 5ส่วนที่ว่าประกอบด้วย ส่วนที่1 ปัจจัยทางโครงสร้าง , ส่วนที่2 ปัจจัยทางวัฒนธรรม , ส่วนที่ 3 ปัจจัยทางจิตวิทยา , ส่วนที่ 4 ความพยายามที่จะทำให้ความตื่นเต้นเป็นเรื่องมีเหตุผล และ ส่วนที่ 5 ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา
อ.Robert นำเสนอในเรื่องปรากฎการณ์เพื่อหาจุดที่จะเกิดฟองสบู่ โดยในตลาดหุ้นเขาเสนอแนะให้เปลี่ยนการดูค่าจาก อัตราส่วน P/E (Price/Earnings หรือ ราคาหุ้น/กำไรต่อหุ้น) อัตราส่วนนี้บ่อบอกถึงการซื้อหุ้นที่ราคานั้นๆเทียบกับกำไรต่อหุ้นที่ได้ ทำให้รู้ว่าจะสามารถมีกำไรจนเทียบเท่าราคาที่ซื้อได้ภายในกี่ปี(เท่า) ซึ่งถ้ามีค่าสูงประเมินได้ว่าราคาหุ้นแพง ยิ่งอัตราส่วนสูงมากยิ่งราคาแพงแต่ปัญหาของ P/E คือไม่มีความแน่นอนเนื่องจากกำไรต่อหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากในช่วง 2-3ปี ถ้าบริษัทมีการเปลี่ยนแปลง อ.Robert จึงเสนอเป็นอัตราส่วน CAPE (cyclically adjusted pirce-earnings ซึ่งเหมือนค่า PE แต่ใช้ค่าเฉลี่ยกำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 10ปี เพื่อจะได้ค่า P/E ที่ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น) ดังนั้น อ.Robert จึงใช้ค่า CAPE ในการวิเคราะห์ตลอดทั้งเล่ม อ.Robert ยังได้เล่าถึงกฎเกณฑ์ในการเกิดฟองสบู่ทั้งในตลาดหุ้นและในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ส่วนของเนื้อหา 5 ส่วนเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเกิดฟองสบู่ในช่วงต่างๆ โดยอ.Robert ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในปีก 1929-1932 ,ช่วงปี 1970 ,ช่วงปี 1990 และฟองสบู่ตลาดหุ้นในปี 2000 ส่วนวิกฤติ Subprime นั้น อ.Robert ได้เขียนเพิ่มเติมจากเนื้อหาเดิม โดยไม่ได้เน้นเป็นเนื้อหาหลัก แต่ได้มีแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าวิกฤติที่เกิดช่วงไหนมี จะเห็นแนวโน้มคล้ายๆกัน ไฮไลท์เด็ดอยู่ในส่วนที่ 3 ที่เกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุน ที่ได้นำเสนอหลักทางจิตวิทยาในเรื่องการลงทุน การวิเคราะห์ข่าวสาร และส่วนที่ 4 ที่เกี่ยวกับความเป็นจริงของตลาดซึ่งมีข้อมูลยืนยันว่าไม่มีใครที่จะรู้ และเป็นผู้บงการตลาดได้ ส่วนที่ 5 เรื่องการแก้ไขปัญหา อ.Robert นำเสนอให้เห็นว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าเป็นทางออก โดยต้องลงทุนในช่วงที่สินทรัพย์ทั้งหลายราคาถูกลงหรือลงทุนหลังฟองสบู่แตก และตามเก็บเกี่ยวผลประโยชน์หลังจากตลาดฟื้นคืนมา
อ.Robert วิเคราะห์ทุกๆมุมมองในเรื่องเกี่ยวกับการเกิดฟองสบู่ ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยวิเคราะห์ตามหลักวิชาการในทุกๆแง่มุม แนะวิธีสังเกตุปรากฎการณ์ก่อนที่จะเกิดฟองสบู่ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการลงทุนหลังจากทุกๆสินทรัพย์ถูกถล่มจนลดราคาลงมามาก
สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือที่ดีเล่มนี้เหมาะกับนักลงทุน ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจที่จะมีผล กระทบเมื่อเกิดวิกฤติฟองสบู่แตก
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน ซึ่งเขียนโดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล อ.Robert ได้เขียนถึงสาเหตุแห่งการเกิดฟองสบู่ รวมถึงสอนมุมมองส่วนบุคคล และการแก้ปัญหาถ้าหากเกิดฟองสบู่ขึ้นมา
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว ได้หลักการสังเกตเหตุการณ์เกิดฟองสบู่แตก
4.Key - กุญแจของเล่มนี้ ผู้ที่เป็นคนละเอียดรอบคอบ ช่างสั่งเกตทำให้สามารถจับพฤติกรรมและทำนายเหตุการณ์ต่างได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น