สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 206 'CHIP WAR สงครามชิป'
ISBN - 9786164343467
ผู้เขียน - Chris Miller (คริส มิลเลอร์)
ผู้แปล - ศักดิ์ชัย และ แพรพิไล จันทร์พร้อมสุข
สำนักพิมพ์ - แอร์โรว์ มัลติมีเดีย , สนพ.
จำนวนหน้า - 376 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก - พ.ศ. 2565 (ค.ศ.2022) ประเทศอเมริกา
หนังสือเล่มหนาและขนาดใหญ่ เราคิดว่าถ้าเล่มนี้พิมพ์เป็น pocket book จำนวนหน้า น่าจะมากกว่า 376 หน้าแน่นอน หนังสือชือ Chip War นี้ ที่จริงเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ + วิทยาศาสตร์ + ธุรกิจ + การแข่งขันกันทางการผลิตชิป คุณคริส มิลเลอร์ เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยทััฟส์ เขาเรียนจบประวัติศาสตร์ปริญญาตรีจากฮาร์วาร์ด และจบปริญญาโท+เอกที่มหาวิทยาลัยเยล ก่อนหนังสือเล่มนี้เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของรัสเซียมา 3 เล่ม
หนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 7 ส่วน แต่ละส่วนเรียงตามลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์ แต่แยกเนื้อหาออกเป็นช่วงๆตามความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่อาจจะมีการเล่าย้อนในตอนต้นๆของบทบ้างเพื่อปูทางไปสู่เนื้อหาหลักของแต่ละส่วน โดยแต่ละส่วนจะมีบทย่อยๆหลายบท ถ้านับเป็นบทๆแล้ว ทั้งเล่มจะมีทั้งหมด 54 บท เราชอบการแบ่งบทแบบนี้มาก เพราะแต่ละบทมีจำนวนหน้าไม่มาก อ่านจบได้เร็ว
หนังสือประวัติศาสตร์ที่ชื่อว่า CHIP WAR เริ่มต้นจากเหตุการณ์หลังสงครามเย็น โดยเริ่มจากจุดที่ประเทศอเมริกาที่ช่วยเวียดนามใต้สู้รบกับเวียดนามเหนือ นักวิทยาศาสตร์อเมริกามีความต้องการจะเปลี่ยนสวิชท์ที่เดิมใช้หลอกแก้วในการเป็นตัวกลาง ซึ่งสวิทช์หลอดแก้วทำงานได้ไม่แน่นอน แถมยังมีขนาดใหญ่และใช้พลังงานมากเสียด้วย คุณวิลเลียม ชอกลีย์ เขาต้องการแก้ปัญหาจุดนี้ เขาจึงคิดค้นเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งก็คือวัสดุชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นวัสดุที่ไม่นำไฟฟ้าแต่เมื่อเพิ่มวัสดุบางอย่างและใช้สนามไฟฟ้า กระทำต่อเซมิคอนดักเตอร์แล้วสามารถทำให้ตัวมันนำไฟฟ้าได้ การสร้างวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ขึ้นมาต้องใช้เงินจำนวนมาก ดังนั้นทีมงานคิดค้นจึงต้องขายงานนีึ้ให้กับกองทัพ พวกเขานำเซมิคอนดักเตอร์ไปใช้กับอาวุธของกองทัพสหรัฐซึ๋งใช้งานได้ดี แม่นยำ หลังจากนั้นพวกเขารวมเซมิคอนดักเตอร์หลายตัวต่อกัน และต่อจากนั้นเข้าทำให้เป็นชั้นๆ เพื่อให้มีสวิทช์จำนวนมากพอให้การใช้งานในหนึ่งรูปแบบ แต่หลังจากนั้นวงจรรวมที่เกิดจากการมีสวิทช์จากเซมิคอนดักเตอร์หลายๆตัวรวมกัน ที่เรียกว่า "ชิป" ของทางอเมริกา ไม่ได้แพร่หลายนักเนื่องจากทางผู้คิดค้นอ้างอิงกับทางกองทัพมากเกินไป ทางบริษัทผลิตชิป ซึ่งช่วงนั้นได้แก่บริษัท เท็กซัสอินสทรูเมนส์ เป็นผู้ผลิตชิป ได้ให้ความรู้กับบริษัทผลิตชิปในประเทศญี่ปุ่น จนกระทั่งญี่ปุ่นสามารถใช้ชิปในการประกอบเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆเช่น เครื่องคิดเลข ,ทีวี ,วิทยุ เป็นต้น และทางญี่ปุ่นได้พัฒนาชิป เหล่านี้เป็นตัว DRAM (หน่วยความจำชั่วคราว) และสามารถนำกลับไปขายที่อเมริกา จนทำให้บริษัทผลิต DRAM ของอเมริกาต้องล้มละลายไปหลายบริษัท
อเมริกาทวงคือตลาดชิป ได้จากบริษัทอินเทล ซึ่งนำชิปที่ผลิตในสถาปัตยกรรม X86 เพื่อผลิตเป็น CPU ในคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และหลังจากนั้นทางอเมริกาก็มีบริษัทที่ออกแบบ ชิป ตามมาอีกได้แก่ AMD และ Nvidia เป็นต้น แต่บริษัทเหล่านี้ ไม่มีโรงงานผลิตชิปที่ดีได้เลย เพราะในอเมริกาค่าแรงสูงและความปราณีตในการผลิตสู้ประเทศทางเอเชียไม่ได้ ดังนั้นในโลกนี้จึงมี อเมริกาเป็นคนออกแบบชิป แล้วส่งไปทำแบบและซื้อเครื่องจักรผลิตชิปที่เนเธอแลนด์ และส่งไปผลิตที่ไต้หวันกับเกาหลีใต้ และยังมีบริษัทที่เกี่ยวข้อกับชิปเหล่านี้มากมาย เช่น SONY IBM Intel ASML TSMC Samsung Apple Huawei ความเป็นมาเป็นไปจนถึงบทสรุปแบบนี้ได้ เป็นเพราะสาเหตุใด ที่มาที่ไปมีในหนังสือเล่มนี้
หนังสือที่เล่าประวัติศาสตร์ชิป ที่มีเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ ธุรกิจ การค้าระหว่างประเทศ จนมาถึงปัจจุปันได้อย่างดีที่สุด
สี่เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับทุกคน และคนที่สนใจประวัติความเป็นมาของ Chip
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน หนังสือเขียนได้ดีมาก เล่าประวัติศาสตร์คู่กับวิทยาศาสตร์ได้อย่างสนุก ข้อมูลครบถ้วน
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว เข้าใจประวัติความเป็นมา และเหตุผลต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเกี่ยวกับ Chip
4.Key - กุญแจของเล่มนี้ อ่านให้จบแล้วจะได้ความรู้เกี่ยวกับ Chip มากมาย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น