สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 228 'ที่ผ่านมา มนุษย์ไม่เคยไร้หัวใจ Humankind A HOPEFUL HISTORY'
ISBN - 9786168293225
ผู้เขียน - Rutger Bregman (รุตเกอร์ เบรกแมน)
ผู้แปล - ไอริสา ชั้นศิริ
สำนักพิมพ์ - Biblio , สนพ.
จำนวนหน้า - 608 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก - พ.ศ. 2562 (ค.ศ.2019) ประเทศเนเธอร์แลนด์
คุณRutger Bregman นักเขียนที่มีความเชื่อมั่นในความมีจิตใจดีของมนุษยชาติ เขาพร้อมที่จะโต้แย้งทุกๆทฤษฎีที่แสดงถึงความโหดร้ายของมนุษย์ เขาเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าในใจของมนุษย์เราทุกคนเป็นคนมีจิตใจดี รักและไม่คิดจะทำร้ายกันเองเลย ดังนั้นจากความเชื่อของเขา เขาต้องหาหลักฐานว่าที่จริงแล้ว ทหารนาซีไม่ได้โหดร้าย , ที่สนามรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารอังกฤษกับทหารเยอรมันร่วมร้องเพลงคริสต์มาสและแลกของขวัญกัน , เขาถึงขั้นโต้แย้งงานเขียนของคุณจาเร็ด ไดมอนด์ ในส่วนหัวข้อเรื่องเกาะอีสเตอร์ และยังโต้แย้งงานวิจัยอีกหลายต่อหลายงาน และแน่นอนการโต้แย้งของเขาย่อมเป็นวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้จริง
เนื้อหาในเล่มประกอบด้วย เนื้อเรื่อง 5 ตอนใหญ่และมีบทย่อยๆ 3-4 ในแต่ละตอน การอ่านสารบัญที่เป็นตอนใหญ่ อาจจะไม่เข้าใจเนื้อหาหลักของหนังสือและถึงแม้ว่าอ่านชื่อบทย่อยๆ ก็ไม่สื่อเนื้อหาภายในสักเท่าไหร่ เอาเป็นว่า ควรเริ่มอ่านเลยหนังสือเล่มนี้ดีมากจริงๆ
เริ่มต้นเรื่องคุณRutger Bregman เล่าถึงเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองที่เยอรมันทิ้งระเบิดจำนวนมากไปที่ประเทศอังกฤษ แต่ในระหว่างนั้นคนอังกฤษไม่ได้กลัวเลย ไม่มีการลักขโมย ทุกๆคนช่วยเหลือกัน แบ่งปันกันเป็นพลังของการรักใคร่สามัคคีกัน
แล้วเกิดอะไรขึ้นที่ทำให้พวกเราคิดว่าเราต้องระวังป้องกันตัวเอง เราต้องหวาดกลัวคนที่จะมาทำร้ายเรา จะมีคนมาทำลายข้าวของหรือขโมยของเรา กลัวการเกิดสงคราม เกิดการจับตัวประกัน การยิงกราดทำร้ายคนบริสุทธิ์ รวมถึงความริษยา ความโกรธ ความเย่อหยิ่ง ที่อยู่ในจิตใจคน ภาพเหล่านี้แท้จริงแล้วเกิดจากข่าว การนำเสนอของข่าวตามช่องข่าวต่างๆ รวมถึงภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางโซเชียลมีเดีย ทำให้เราหวาดกลัวและสร้างเกราะป้องกันผู้อื่น ซึ่งแท้จริงแล้วโลกเราดีขึ้นกว่าก่อนมาก ในยุคกลาง มีประชากรยุโรปและเอเชียมากถึง 12 เปอร์เซ็นต์ที่เสียชีวิตจากความรุนแรง แต่ในช่วงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา ซึ่งมีสงครามโลกเกิดขึ้นสองครั้ง ตัวเลขลดลงเหลือ 1.3 เปอร์เซ็นต์ ทั่วโลก (ปัจจุบันนี้ในสหรัฐฯ อยู่ที่ 0.7 เปอร์เซ็นต์ และใน เนเธอร์แลนด์ที่ซึ่งผมอยู่นั้นไม่ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์) ที่จริงโลกดีขึ้น แต่การรับรู้ข่าวสารทำให้ความรู้สึกแย่ลง คุณRutger Bregman บอกว่าเราอยู่ในโลกแบบ A ที่มีความช่วยเหลือเอื้ออาทรกัน แต่คาดว่ามีคน ประมาณ 97% ที่ตัวเองคิดว่าอยู่ในโลกแบบ B ซึ่งคือโลกที่มีแต่ความเห็นแก่ตัว เกลียดชังกัน
คุณRutger Bregman อ้างนักปราชญ์สองคนที่เป็นต้นแบบของความคิดที่เป็นสองขั้ว คือ โธมัส ฮอบส์ ผู้ที่มีแนวคิดว่าต้องมีผู้มีอำนาจ เพื่อปกครองบ้านเมือง มีคนดีปราบคนชั่วร้าย เพราะมองว่ามีคนชั่วร้ายอยู่เต็มไปหมด ส่วนนักปราชญ์อีกคนคือ ฌอง โาคส์ รุสโซ ผู้ที่คิดว่าสังคมไม่จำเป็นต้องมีใครมีอำนาจ พวกเขาอยู่ด้วยกันและเอื้ออาทรกัน พวกเขามีระบบการดูแลกันและกันด้วยตัวเอง เพราะพวกเขามีจิตใจที่ดีงาม แต่รุสโซ กล่าวว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนเมื่อ หนึ่งหมื่นปีก่อน หลังจากที่มีการปฎิวัติเกษตรกรรม ทุกคนเริ่มสร้างความเป็นเจ้าของ มีการสะสมอาหาร ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน จนต้องทำให้มีฝ่ายปกครองเกิดขึ้นในสังคมนั้น คุณRutger Bregman ยังคงเชื่อไปทางรุสโซ 100%
คุณRutger Bregman เขาตั้งชื่อพวกเราใหม่ จากเดิมที่เรียกกันว่า โฮโมเซเปียน เป็น โฮโมปั๊ปปี้ การตั้งชื่อนี้เกิดจากการทดลองของชาวรัสเซียที่เขาสามารถเปลี่ยนสุนัขจิ้งจอกที่ดุร้ายให้เป็นสัตว์ที่เชื่องได้ เมื่อมีความเชื่องสัตว์เหล่านี้ก็จะได้รับความรักและไม่ถูกทำร้าย ซึ่งคุณRutger Bregman โยงไปถึงยุคก่อนหน้านี้ไป 50,000ปีก่อน ในยุคที่มีไพรเมท 2 เผ่าพันธุ์ ที่ครองโลกอยู่ ซึ่งได้แก่โฮโมนีแอนเดอร์ธาเลนซิส กับ โฮโมเซเปียน ทำไมโฮโมเซเปีย ถึงครองโลกในปัจจุบัน ทั้งๆที่โฮโมนีแอนเดอร์ธาเลนซิส ตัวสูงใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า มีน้ำหนักสมองมากกว่า โฮโมเซเปียน 15% คุณRutger Bregman ได้แสดงความเห็นว่า เพราะโฮโมเซเปียน น่ารักกว่า อ่อนโยนกว่า แสดงความรู้สึกผ่านดวงตาได้ ทำให้พวกเขามีความสามัคคีกัน และร่วมกันสร้างโลกนี้ขึ้นมา
นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งในตอนที่ 1 เท่านั้น ที่จริงอยากให้คนที่อ่านรีวิวได้อ่านเอง เนื้อหายังมีปรากฎการณ์ที่จะรักษาจิตใจของพวกเรา ที่ทำให้เห็นว่าที่จริงแล้วมนุษย์เราน่ารักกว่าภาพที่ติดตามากมายนัก ยกตัวอย่างเช่น ในสนามรถมีทหารเพียง 15-25% ที่ยิงอาวุธไปยังฝ่ายตรงข้ามและส่วนใหญ่เขายิงให้สูงเพื่อไม่เอาชีวิตฝ่ายตรงข้าม มีนักบินเพียง 1% เท่านั้นที่ยิงเครื่องบินของฝ่ายตรงข้ามตก 40% หรือสาเหตุการตายของทหารอังกฤษในสงครามโลกครั้งที่ 2 มากถึง 75% เสียชีวิตจากปืนครก, ระเบิดมือ, ระเบิดทางอากาศ, ระเบิด ซึ่งเป็นการโจมตีจากระยะไกล ผู้ยิงไม่รู้เลยว่าจะทำให้ใครเสียชีวิตบ้าง แต่ถ้าเจอกันซึ่งหน้าพวกเขาจะไม่ยิง มีเรื่องราวในแนวนี้ที่โต้แย้งความรุนแรงโหดร้าย จากความคิดผิดๆที่เราถูกชักจูง อีกมากมายในเล่ม อยากให้ทุกคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้
เป็นหนังสือที่สร้างความเชื่อมั่นว่า มนุษย์เรามีจิตใจดีเป็นพื้นฐาน โลกเราสวยงาม อบอุ่น และมีความหมายกว่าที่เราคิดไว้มากมายนัก แต่.....อย่าพึ่งเชื่อถ้ายังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกท่าน เป็นหนังสือที่ทำให้เราเห็นว่าทุกคนบนโลก มีความน่ารัก
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน ผู้เขียนโต้แย้งทุกเรื่องที่กล่าวถึงความโหดเหี้ยมของมนุษย์ เขาไม่เชื่อว่ามนุษย์โหดร้าย และเขาหาข้อพิสูจน์เพื้อโต้แย้งความคิดแบบนั้น แค่นี้ก็สนุกแล้วครับ
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว คิดว่าโลกน่าอยู่ขึ้นมาก อยากพบปะพูดคุยกับคนทุกๆคน ในเมื่อเราชื่อว่าทุกคนไม่มีพิษไม่มีภัย
4.Key - กุญแจของเล่มนี้คือ ดูข่าวให้น้อยลง สังเกตุความน่ารักของมนุษยชาติให้มากขึ้น
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น