ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

NO.235 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...The Gratitude Diary ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตนี้มีความหมาย

 

สวัสดีเพื่อนนักอ่าน

เล่มที่ 235 'The Gratitude Diary ขอบคุณที่ทำให้ชีวิตนี้มีความหมาย'

                     ISBN                        - 9786167942926
                     ผู้เขียน                     - ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
                     ผู้แปล                      -  X
                     สำนักพิมพ์               - KOOB , สนพ.
                     จำนวนหน้า              - 280 หน้า  
                     พิมพ์ครั้งแรก           - พ.ศ. 2566 (ค.ศ.2023) ประเทศไทย

               เล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่สี่ของคุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ที่เราอ่านจบ สไตล์การเขียนของเขาจะเป็นแนวสร้างแรงบันดาลใจ ไม่เว้นแม้แต่หนังสือเรื่องผู้นำคนนั้นสอนให้รู้ว่า...(ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับหัวหน้างาน ก็ยังสร้างแรงบันดาลใจได้) โดยการใช้เรื่องราวที่ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ได้อ่านได้ชมมา มาเล่าใหม่ในมุมมองสร้างพลังใจให้กับผู้อ่าน โดยเขียนเป็นบทสั้นๆ อ่านง่ายๆ กระตุกพลังงานของจิตใจได้สูง

                หนังสือแบ่งเป็นสี่ภาคใหญ่ๆ ได้แก่ ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจ , ขอบคุณที่ไม่ยอมแพ้ , ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันให้แตกสลายคนเดียว และขอบคุณที่แบ่งปันช่วงเวลาที่มีความหมายร่วมกัน โดยในแต่ละภาคมีเรื่องราวย่อยๆ 6-10ตอน 

                เนื้อหาในเล่มมีบทความย่อยๆ 32 เรื่อง เราจะยกเรื่องราวที่เราชอบมาซักสองเรื่องมาเล่าให้ฟัง เรื่องแรกพูดถึงคุณ ลอรา คาร์นีย์ เธอสูญเสียคุณพ่อจากการถูกรถฝ่าไฟแดงมาชน ตอนเธออายุ 25ปี เหตุเกิดปี 2003 เธอเสียใจมากและเป็นปมในชีวิต 13ปีต่อมา(2016) เธอไปพบการดาษแผ่นหนึ่งในกระเป๋าในเก่าของคุณพ่อ กระดาษแผ่นนั้นคือ Bucket list เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1978 ซึ่งเป็นปีที่ลอราเกิด ขณะนั้นลอราอายุ 38 ปี Bucket list คือเป็นหัวข้อที่อยากทำให้ได้ตามความฝันของผู้เขียน ซึ่งคุณพ่อของลอราได้เขียนไว้ 60 ข้อ และทำสำเร็จไปแล้ว 5 ข้อ และล้มเหลว 1ข้อ ข้อนั้นเขียนไว้ว่าเอาเงินไปคืนพ่อ 1,000 ดอลลาร์พร้อมดอกเบี้ย แล้วยังเหลือ 54ข้อที่ยังไม่ได้ทำ ลอราตั้งใจจะทำให้สำเร็จทุกข้อเพื่อระลึกถึงคุณพ่อของเธอ เรื่องที่เธอต้องทำเช่น การว่ายน้ำตลอดสายแม่น้ำ , เขียนจดหมายถึงพระสันตะปาปาและต้องได้รับจดหมายกลับ , การได้พูดคุยกับประธานาธิปดี (ในขณะเขียนจดหมายคือคุณจิมมี คาร์เตอร์) และมีอีกหลายข้อ ซึ่งไม่น่าเชื่อเธอทำได้สำเร็จทั้งหมดภายในเวลา 5ปี 11เดือน และหลังจากเธอทำ Bucket list ของคุณพ่อเธอสำเร็จแล้ว เธอจึงตัดสินใจเขียน Bucket list ของตัวเองเพื่อสร้างความหมายให้ชีวิตของเธอเอง ซึ่งก็อาจจะทำไม่สำเร็จบางเรื่องและเธอคิดว่าถึงแม้เธอจะทำไม่สำเร็จแต่ก็จะมีคนมาสานต่อหัวข้อที่ยังค้างคาให้สำเร็จได้

                อีกเรื่องหนึ่งเป็นการเล่าเรื่องรายการของช่อง NHK ที่ชื่อว่า Document 72 Hours เป็นรายการที่ไปสังเกตการณ์และพูดคุยกับลูกค้าในสถานที่ใด หรือร้านค้าใดร้านค้าหนึ่ง เป็นเวลา 3 วันต่อเนื่อง ซึ่งตอนที่คุณท้อฟฟี่นำมาเล่าให้พวกเราฟังเป็นเรื่องราวของร้าน ขายยูนิฟอร์มที่ชื่อว่า SANKO HAKUI สาขาชินจูกิ เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 1968 เรื่องราวดีๆที่เกิดขึ้นในรายการ มาจากการสัมภาษณ์ลูกค้าที่มาซื้อเสื้อผ้าและอุปกรณ์ที่ร้าน มีเรื่องราวที่น่าสนใจจากลูกค้าที่เข้ามาซื้อของ เช่น มีลูกค้าหญิงคนหนึ่งมาซื้อรองเท้าให้สามี พวกเขาเปิดร้านอาหาร ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ เปิดร้านมาแล้ว 20ปี เธอมาเลือกซื้อรองเท้าที่นี่เพราะรองเท้าคุณภาพดี  สวมใส่สบาย ใส่ได้ทั้งวัน ใส่แล้วไม่ต้องห่วงสามีที่ต้องเดินผ่านครัวที่มีความลื่น จากน้ำและน้ำมัน , ลูกค้าอีกคนเป็นพยาบาลเธอมาเลือกชุดสครับ(ชุดพยาบาลที่มีเป็นเสื้อ และกางเกงขายาวโดยสีที่ใส่เป็นสีพื้นไม่มีลวดลาย) พยาบาลมาเลือกชุดสครับหลายสี เพื่อบ่งบอกอารมณ์ของวันนั้นๆ ซึ่งอาชีพพยาบาลไม่สามารถชักสีหน้าบอกอารมณ์ออกมาให้กับคนไข้เห็นได้ หรือมีชายคนหนึ่ง มาซื้อผ้าเช็ดมือ 100 ผืน เขาบอกกับรายการว่าเขาซื้อเพื่อเตรียมจะกลับมาเปิดร้านหลักเกิดเหตุการณ์โควิด-19 จนทำให้ร้านอาหารของเขาต้องหยุดพักไปก่อน เขาสะสมเงินจากการรับจ้างทำงานก่อสร้าง ซึ่งหลังจากซื้อผ้าเช็ดมือแล้วต้องกลับไปทำงานก่อสร้างต่อ บทสรุปของเรื่องนี้คือ ขอให้ทางร้านเลือกจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพดี เพื่อประโยชน์ของลูกค้า

                ท้อฟฟี่ แบรดชอว์ ได้นำเสนอเรื่องราวที่ทำให้จิตใจของผู้อ่านอบอุ่น และเติมเชื้อไฟแผ่ขยายให้จิตใจของคนรอบข้างของผู้อ่านนั้นอบอุ่นกระจายต่อๆกันไป เรื่องราวดีๆในหนังสือเล่มนี้มีมากมายถึง 32 เรื่องราวพิเศษ และหวังว่าจะมีสักหลายเรื่องที่โดนใจเพื่อนๆนะ

                                                                                                                                 
เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...

        B    -    Book reader          -    หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
        O    -    Objective               -    อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
        O    -    Output                    -    อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
        K    -    Key                          -    อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง

        1.Book reader    -    หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกคน ทุกคนต้องการเรื่องราวอบอุ่นหัวใจ เติมพลังให้กับตัวเอง
        2.Objective         -   ล่มนี้ควรอ่าน เรื่องราวที่คัดสรรโดยนักสร้างแรงบันดาลใจ แถมยังเล่าเรื่องราวได้น่าอ่านน่าติดตามแล้วด้วย เนื้อหาในหนังสือย่อมไม่ควรพลาดแม้สักตอนเดียว
        3.Output             -   เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว ได้รับรู้เรื่องราวดีๆ เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิต
        4.Key                   -   กุญแจของเล่มนี้คือ ความสุขหาง่าย หาได้จากรอบๆตัวเรา

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

NO.53 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...อวยตัวเองยังไงไม่ให้ดูน่าเกลียด : BRAG BETTER

NO.94 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ปรัชญาชีวิตศาสตร์แห่งความสำเร็จ : The Napoleon Hill's Laws of Success

NO.148 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...รอสฮัลด์ : ROSSHALDE

NO.208 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...อย่าเชื่อทุกอย่างที่คุณคิด Don't Believe Everything You Think

NO.222 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เรื่องเล่าจากพระไตรปิฎก อ.วีระ ธีรภัทร

NO.2 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เขียนแล้วรวย WRITE AND GLOW RICH

NO.161 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...เพลงขลุ่ยในฝัน : Strange News From Another Star and Other Stories

NO.251 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...ทำงานกับคนต้องใช้อารมณ์ให้เป็น NO HARD FEELINGS

NO.97 หนังสือสี่เหลี่ยมของ...คุณโทมาริ นักจัดบ้านด้วยการจัดใจ

NO.193 หนังสือสี่เหลี่ยมของ... ญี่ปุ่นป็อป จากประดิษฐกรรมแห่งฝันสู่มหาอำนาจทางจินตนาการ : Pure Invention