สวัสดีเพื่อนนักอ่าน
เล่มที่ 236 'เกมพลิกโลก The Long Game : China's Garnd Strategy to Displace American Order '
ISBN - 9786164343641
ผู้เขียน - รัช โดชิ (Rush Doshi)
ผู้แปล - ณัฐยา สินตระการผล
สำนักพิมพ์ - แอร์โรว์ , สนพ.
จำนวนหน้า - 488 หน้า
พิมพ์ครั้งแรก - พ.ศ. 2564 (ค.ศ.2021) ประเทศอเมริกา
ชื่อหนังสือน่าสนใจมาก แล้วเนื้อหาจะเป็นแบบนั้นจริงๆหรือไม่ ต้องกลับไปดูว่าผู้แต่งคุณรัช โดชิ เขาเขียนหนังจากมุมมองแบบไหน เป็นคนสัญชาติอะไร เอาข้อมูลจากที่ไหนมาเขียนเรื่องนี้ คุณรัช โดชิ เป็นเจ้าหน้าที่สภาความั่นคงแห่งชาติ(สหรัฐอเมริกา) จบปริญญาเอกจากฮาร์วาร์ด เกี่ยวข้องกับเอเชียตะวันออกศึกษา เขาอ่านเขียนภาษาจีนได้ดีมาก เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้เขานำข้อมูลจากหลักฐานที่เขาเลือกและคัดมาอย่างดี โดยเป็นข้อมูลที่น่าจะมีความบิดเบือนน้อยที่สุด โดยเขาเรียงลำดับตามความสำคัญดังนี้ ลำดับที่หนึ่งสุนทรพจน์ของผู้นำ , ลำดับที่สอง เอกสารนโยบายต่างประเทศที่สื่อสารกับบุคคลภายนอก , ลำดับที่สาม สื่อหรือคำตัดสินของพรรค โดยสื่อที่เขาคัดเลือกมาเป็นสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ Renmin-Ribao Qiushi และ Xuexi Shibao , ลำดับที่สี่แหล่งข้อมูลเฉพาะด้านเช่นเอกสารหรือแถลงการณ์ของกองทัพ และลำดับสุดท้าย บทวิจารณืจากสถาบันที่น่าเชื่อถือ โดยเขาเก็บข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ประธานเติ้งเสี่ยวผิง ขึ้นมาเป็นประธานาธิปดีของจีน ซึ่งรับตำแหน่งต่อจากประธานาธิปดีเหมาเจ๋อตุง เป็นต้นมา นับเป็นอายุข้อมูลย้อนหลังไปเป็นเวลาเกือบ 50 ปี
โครงสร้างของหนังสือเล่มนี้ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งแบ่งไปตามการวางตัวของประเทศจีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์โลก ซึ่งคุณรัช โดชิ ชี้แจงว่าเป็นการวางแผนมหากลยุทธในการครองความเป็นใหญ่แทนอเมริกา สามส่วนที่ว่าเป็นการแบ่งตามช่วงเวลา ส่วนที่หนึ่้ง 1989-2008 ซ่อนความสามารถและรอเวลา , ส่วนที่สอง 2009-2016 การทำบางสิ่งให้สำเร็จอย่างแข็งขัน และส่วนที่สาม ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างไม่เคยปรากฎในรอบหนึ่งศตวรรษ
เริ่มแรกของเนื้อหา คุณรัช โดชิ อธิบายหลักการหาข้อมูลและการเลือกข้อมูลที่จะนำมาเขียน โดยเขาพิสูจน์ได้ว่าแนวทางการวางยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิตส์จีน ให้สังเกตจากผู้นำของจีน เมื่อผู้นำของจีนสื่อสารอะไรออกมา(บางทีก็ไ่มชัดเจน) แต่การเก็บข้อมูลจำนวนมากทำให้ตีความไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ เขาจึงเน้นเรื่องการให้สุนทรพจน์ของผู้นำเป็นหลัก รวมถึงรวบรวมข้อมูลที่เชื่อมั่นว่าเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้สูง
ส่วนที่หนึ่ง เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นประเทศจีนมีปัญหากับรัสเซียในเรื่องปัญหาชายแดน จีนเสียพื้นที่ไปพอสมควรให้กับรัสเซีย เนื่องจากขณะนั้นจีนพึ่งรวมตัวสร้างประเทศได้ไม่กี่ปี ประเทศบอบช้ำ จีนจำเป็นต้องพึ่งพาอเมริกาในการป้องกันรัสเซียซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงสงครามเย็นอเมริกาเต็มใจที่จะสู้กับรัสเซียทุกทาง จุดเปลี่ยนของสถานการณ์อยู่ที่สามเหตุการสำคัญของโลก ซึ่งเกิดขึ้นภายใน 3ปี ได้แก่ 1989 เหตุการณ์การประท้วงในจตุรัสเทียนอันเหมิน , 1990-1991 สงครามอ่าวเปอร์เซีย และ การลมสลายของสหภาพโซเวียต ซึ่งทั้งสามเหตุการณ์มีผลกระทบกับประเทศจีนโดยตรง เหตุการณ์ประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมินทำให้อเมริกาลงโทษทางการค้ากับจีนอย่างรุนแรง เหตุการณ์ที่สองสงครามอ่าวเปอร์เซีย ที่อเมริกาแสดงแสนยานุภาพทางการทหารอย่างรวดเร็ว รุนแรงและชนะสงครามได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าเกิดการสู้รับกับจีนในลักษณะนี้จะทำให้จีนพ่ายแพ้อย่างราบคาบ รวดเร็วเช่นกัน และเหตุการณ์การล่มสลายของสหภาพโซเวียต ทำให้อเมริกากลายเป็นผู้นำและเป็นผู้ออกกฎเกณฑ์ต่างๆของโลก และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายแล้ว ประธานเติ้งเสี่ยวผิงคิดว่าเป้าหมายต่อไปต้องเป็นจีนแน่นอน เนื่องประเทศจีนเป็นประเทศขนาดใหญ่และปกครองในระบบสังคมนิยม ซึ่งอเมริการต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบนี้ หลักการของประธานเติ้งคือ เทา กวง หยั่ง หุ้ย แปลเป็นไทยได้ว่า ซ่อนความสามารถและรอเวลา โดยทำตัวให้เรียบง่ายไม่โดดเด่นแต่ค่อยพัฒนาตัวเองแบบไม่โดดเด่นรอเวลาไปเรื่อยๆ อย่างอดทน โดยเฉพาะในเรื่องการทหาร จีนใช้ยุทธศาสตร์สกัดกั้นแทนการเผชิญหน้า จีนเห็นผลจากการต่อสู้กันในสงครามอ่าว มีเหตุการณ์เรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาถูกทุ่นระเบิดที่อิรัควางไว้ทำให้เรือบรรทุกเครื่องบินได้รับความเสียหาย ดังนั้นในช่วงเวลาที่จำเป็นต้องสกัดกันอเมริกา จีนจึงจำเป็นต้องสร้างกองทัพที่เสริมการโจมตีจุดอ่อนของกองทัพอเมริกา ดังนั้นจีนจึงสร้างเรือดำน้ำเป็นจำนวนมากจนกระทั่งจีนมีเรือดำน้ำมากที่สุดในโลก และได้ทำการวางทุ่นระเบิดตลอดแนวชายทะเลภายในของจีน รวมถึงพัฒนาอาวุธวิถีไกล ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อสกัดกั้นเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือดำน้ำที่เป็นจุดเด่นของอเมริกา
ส่วนที่สอง จุดพลิกผันการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ของจีนที่ต้องเก็บซ่อนความโดดเด่นไว้คือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เติบโตต่อเนื่อง และในปี 2008-2009 ประเทศอเมริกาเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ทำให้อเมริการอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด จีนจึงเปลี่ยนท่าทีจากการเก็บซ่อนความโดดเด่น เป็นการพูดถึงเรื่องการควรที่จะมีผู้นำของโลกหลายประเทศแทนที่จะเป็นอเมริการประเทศเดียว และจีนยังเริ่มการทูตกับประเทศในเอเชียอย่างถ้วนหน้า รวมถึงการเข้าไปสู่องค์กรต่างๆที่มีสมาชิกหลายๆประเทศ การให้เงินอุดหนุนกับประเทศในเอเชีย การสะสมอาวุธเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของจีนที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ จีนเริ่มมีฐานทัพเรือในประเทศต่างๆ
ส่วนที่สาม เป็นยุคที่ประธานาธิปดีสีจิ้นผิง ประกาศพร้อมท้าชิงในการเป็นผู้นำของโลกแทนอเมริกา โดยจีนตั้งเป้าหมายไว้ว่าภายในปี 2049 (ครบรอบ 100ปี พรรคคอมมิวนิสต์จีนรวมประเทศได้) จีนสามารถขึ้นเป็นที่หนึ่งของโลกได้ โดยตัวชี้วัดที่จีนประกาศไว้คือ รายได้ต่อหัวของจีนจะเปลี่ยนมาเป็นระดับประเทศร่ำรวย , GDP แซงหน้าอเมริกา , งบพัฒนาทางด้านนวัตกรรมสูงที่สุดในโลก , งบทางทหารมากที่สุดในโลก และ มีกำลังทหารรวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์มากที่สุดในโลก ในตอนท้ายเล่มคุณรัช โดชิ ทำข้อเสนอแนะให้กับประเทศอเมริกาในการโต้ตอบ การที่จีนเริ่มที่จะทำตัวเป็นผู้นำของโลกหลายข้อ
หนังสือค่อนข้างยืดเยื้อพอสมควร มีการอ้างคำพูดที่เคยอ้างมาแล้วซ้ำไปมาหลายรอบ เนื้อหาในส่วนที่หนึ่งกินพื้นที่ไปเกือบครึ่งเล่ม ถึงแม้เนื้อหาจะวนไปวนมา แต่สามารถจับประเด็นได้อย่างดี ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนในเรื่องการพัฒนาของประเทศจีนจากประเทศที่ต้องพึ่งพาอเมริกา เป็นประเทศที่ท้าทายความเป็นอันดับหนึ่งของโลกกับอเมริกา
เหลี่ยมมุมของหนังสือเล่มนี้...
B - Book reader - หนังสือเล่มนั้นๆ เหมาะกับผู้อ่านประเภทไหน
O - Objective - อ่านเพื่ออะไร ทำไมต้องอ่านเล่นนั้น
O - Output - อ่านแล้วชีวิตคนอ่านเปลี่ยนไปยังไง
K - Key - อ่านแล้วเราได้กุญแจชีวิตอะไรบ้าง
1.Book reader - หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับผู้อ่านทุกคน ที่สนใจการพัฒนาของประเทศจีนในการท้าทายความเป็นที่หนึ่งของโลก
2.Objective - เล่มนี้ควรอ่าน ผู้แต่งเป็นชาวอเมริกัน ที่น่าจะมีความคับข้องใจที่จีนก้าวขึ้นมาท้าทายอเมริกาได้ เขาจึงสืบข้อมูลที่เลือกแล้วว่าเป็นข้อมูลจริงมานำเสนอให้อ่าน
3.Output - เมื่ออ่านเล่มนี้แล้ว เห็นความอดทนของผู้นำจีน รวมถึงประชาชนจีนที่ต้องยอมอยู่ในสภาพที่เป็นรองและถูกกดดันจากอเมริกามาตลอด น่านับถือมากๆ
4.Key - กุญแจของเล่มนี้คือ การมียุทธศาสตร์ที่ดี และการอดทนรอเวลาที่เหมาะสม(ถึงแม้ว่าจะนานมากๆ) สามารถทำให้บรรลุจุดประสงค์ได้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น